1 Book 1 Lesson

1
163

ผมเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะแนวไหน อย่างไร อ่านได้หมด ทั้งการพัฒนาตนเอง การเงิน จิตวิทยา การตลาด การเมือง กีฬา หนังสือเด็ก นิยายไทย นิยายฝรั่ง รวมไปถึงกำลังภายใน และอื่นๆ

นอกจากชอบอ่านแล้ว ผมยังชอบที่จะทำงานกับหนังสืออีกด้วย ทั้งงานเขียน งานแปล และงานบรรยาย เรียกได้ว่า เวลาเกือบ 10% ของชีวิตผม มีหนังสือเป็นเพื่อนเสมอ

ไม่เพียงแต่อ่านเองรู้เอง เพราะโดยปกติ ผมมักจะแบ่งปันนิสัยรักการอ่านไปยังคนรอบๆตัวด้วย นัยว่าพูดคุยเรื่องอะไร ก็มักจะหยิบยกคำเด็ดๆ ประโยคดีๆ แล้วเลยพาลไปถึงชวนให้อ่าน ด้วยความรู้สึกปรารถนาดี โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับหนังสือที่แนะนำแต่อย่างใด (เว้นแต่หนังสือที่เขียนหรือแปลเอง….555)

แต่ก็บ่อยครั้งเหมือนกันที่พบว่า คนรอบตัวบางคนแม้จะอ่านหนังสือเยอะ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเป็นรูปธรรม อย่างเช่น ถ้าถามว่าอ่านหนังสือเล่มนี้หรือยัง เล่มนั้นหรือยัง ก็มักจะได้รับคำตอบว่าอ่านแล้วไปเสียหมด แต่พอมาดูพฤติกรรม ไม่ยักกะเหมือนคนที่อ่านแล้วเลย

สองวันก่อน ผมเห็นข้อความทวิตเตอร์ของพี่บัณฑิต อึ้งรังษี แกโพสไว้ว่า “คนที่ไม่อ่านหนังสือ ไม่ต่างอะไรกับคนที่อ่านหนังสือไม่ออก”

อ่านแล้วรู้สึกเห็นด้วยมากๆ เพราะขนาดมีศักยภาพ (อ่านหนังสือได้) ยังไม่ใช้ แล้วมันจะไปต่างอะไรกับคนที่ไม่มีศักยภาพนั้น

หันกลับมามองที่คนรอบตัว ผมพบว่า “แม้จะอ่านหนังสือจบแล้ว แต่หากไม่ได้เรียนรู้ และนำไปใช้ ก็ถือได้ว่ายังไม่ได้อ่านนั่นแหละ” และยิ่งอ่านเยอะ อ่านแยะ แต่ไม่ได้เอาไปใช้เลย อันนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่อ่านหนังสือไม่ออก เพราะมันก็เหมือนกับยังไม่ได้อ่านอยู่ดี (รู้แล้วไม่ทำ = ยังไม่รู้)

(อันนี้อ้างอิง กฎการสะท้อน ของคณิตศาสตร์ ที่ว่า หาก A = B และ  B = C ดังนั้น A = C ด้วย 555)

ครั้งหนึ่ง ผมไปบรรยายที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง จำได้ว่าขณะที่รถรับรองผม ว่ิ่งผ่านแยกก่อนเข้าสู่ตัวเมือง จะมีป้ายขนาดใหญ่อันหนึ่ง แสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ พร้อมข้อความที่ท่านเคยตรัสพระราชทานให้ไว้ เป็นตัวหนังสือขนาดใหญ่ เขียนไว้ว่า “หนังสือเปลี่ยนชีวิตคนเราได้”

คงต้องถามก่อนว่า ท่านเชื่อในคำตรัสดังกล่าวของพระท่านหรือเปล่าครับ?

ถ้าเชื่อ เราคงต้องมาถามตัวเองกันแล้วว่า แล้วเราจะทำให้หนังสือที่เราอ่าน เปลี่ยนแปลงชีิวิตพวกเราไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร?

อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอกครับ เพียงแค่ทุกครั้งที่ท่านอ่านหนังสือจบ 1 เล่ม ก็ให้ลองสรุปบทเรียนที่ได้จากหนังสือ ทั้งเล่มเอาแค่เรื่องเดียวบทเรียนเดียวก็พอ ที่คิดว่า “ชอบ”​ เน้นว่าชอบ เพราะเมื่อชอบ จะได้อยากเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์

เมื่อได้บทเรียนแล้ว ก็นำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตจริง ท้ังนี้ทั้งนั้น จะต้องลองนำไปทำจนเกิดผลจริงๆด้วย ไม่ใช่ทำแค่ไม่กี่ครั้ง ไม่กี่วันก็เลิก อันนี้ยิ่งเสียเวลากันไปใหญ่

ยกตัวอย่าง หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมชอบมาก เพราะเป็นพื้นฐานการเงินง่ายๆ นั่นคือ “เศรษฐีชี้ทางรวย” หรือ The Richest Man in Babylon  เล่มหนึ่งราคาไม่ถึงร้อย (หย่อนไป 2-3 บาท) แต่อ่านแล้วเปลี่ยนแปลงอนาคตและเป็นจุดเร่ิมต้นสู่อิสรภาพทางการเงินของผมได้อย่างง่ายๆ

บทเรียนที่ได้ตั้งแต่อ่านครั้ง​แรกก็คือ “เก็บออม 10% ของรายรับ” (ที่จริงหนังสือเขาไม่ได้บอกเป็นเปอร์เซ็นต์หรอก เขาบอกว่า “ให้เก็บออมอย่างน้อยหนึ่งในสิบของเงินที่หามาได้เสมอ”) อ่านจบผมก็เริ่มเลย เงินเดือนๆถัดไป กันไว้ 10% สิ้นเดือนเอาไปฝากธนาคาร

ทำอยู่ได้ 3 เดือน เริ่มไม่เหลือฝาก ผ่านไปสองเดือนก็แล้ว สามเดือนก็แล้ว เงินก็มีอยู่แค่ 3 เดือนแรกที่ยังฟิตอยู่นั่นแหละ แถมยังแอบคุยทับกับตัวเองไว้ด้วยว่า ขาดส่งเข้าบัญชี 3 เดือน ไม่เป็นไร เดี๋ยวโบนัสออก โปะที่เดียวก็เรียบร้อย

แล้วก็เรียบร้อยจริงๆ ไม่ได้ฝากเพิ่มไม่เท่าไหร่ ถอนเงินสามเดือนแรกออกมากินฉลองสิ้นปีด้วยนี่สิ ….. 555

ผ่านไปค่อนปี ไม่มีเงินเหลือเลย เอาใหม่ คราวนี้ “หักก่อนใช้จ่าย” บ้าง คราวนี้เปิดแต่บัญชี ไม่ทำเอทีเอ็มด้วย จะได้ถอนยากๆ

คราวนี้ดูดีกว่าครั้งก่อน เพราะหักก่อนใช้ เช่น ได้เงินเดือน 3 หมื่น หักก่อนเลยสามพัน เอาไปฝากธนาคารไว้ วิธีนี้ทำให้รู้สึกดีกับตัวเองมาก เพราะเงินเดือนออกวันไหน ก็กันเงินฝากสำหรับอนาคตมันเลยวันนั้น

ผ่านไปหกเดือน ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง (ที่เลว) เร่ิมรู้สึกช้าได้ Late ได้ เงินออกวันนี้ ไว้ไปเข้าธนาคารพรุ่งนี้ก็ได้ มะรืนก็ได้ อาทิตย์หน้าก็ได้ สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม คือ ใช้จนหมดไม่ได้ฝาก

ที่เลวร้ายกว่านั้น คือ 6 เดือนที่เก็บได้ ก็แค่ร่วมสองหมื่น พออยากได้โน่นอยากได้นี่เข้า ก็ถอนไปใช้ เลยรู้ว่า การไม่มีเอทีเอ็มมิได้ป้องกันตัวเองจากการถอนเงินมาใช้แต่อย่างใด

สุดท้ายมาสรุปกับตัวเอง ถ้า 10% มันเหนือบ่ากว่าแรงหนัก (เพราะการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสำหรับผมตอนนั้น มันเป็นมากกว่า “นิสัย” (ยกระดับสู่สันดานโดยสมบูรณ์)) ก็เร่ิมแค่ 5% ก่อน แล้วด้วยนิสัยที่ไม่ดี กันเงินเองไม่ได้ มีเงินอยู่ต้องใช้ ไม่รู้เป็นอะไร ก็เลยตัดสินใจ เปิดบัญชีกองทุนรวม (ตอนนั้นลงกองตราสารหนี้) ให้ธนาคารหักเงินเดือน 5% ไปลงทุนให้เลยหลังวันเงินเดือนออก 1 วัน

พูดให้ง่ายเข้า คือ ทำให้มันอัตโนมัติเสียเลย จะได้ไม่ต้องควบคุมใจอันติดกิเลสของตน ใช้หลักง่ายๆ ว่า “เงินที่มองไม่เห็น คือ เงินที่ไม่ได้ใช้” ตั้งแต่นั้นมาเลยง่าย ทำให้พอมีเงินเก็บ เงินออมกับเขาบ้าง

ปัจจุบันก็ยังใช้วิธีนี้อยู่ แต่โหดกว่าเดิม ประมาณว่ารายได้จากการสอน การบรรยาย หรือรับ job ต่างๆ ให้ผู้จ้างโอนเข้าบัญชีภรรยา (จัดเป็นนอมินีรูปแบบหนึ่ง) สบายใจ เงินเหลือเพียบเลยทีนี้ เพราะจะใช้ต้องขอเบิก เบิกมากเจ้าของบัญชีจะเริ่มค้อน แม้จะเป็นเงินเราเองก็ตาม …. 555

นี่เป็นหนึ่งในการประยุกต์ใช้บทเรียนจากหนังสือ กับชีวิตประจำวันของผม

คุณผู้อ่านเองก็เหมือนกันนะครับ ทุกครั้งที่อ่านหนังสือจบ อย่าให้มันเป็นเพียงอีก 1 เล่มที่อ่านจบไป แต่ขอให้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปในทางที่ดีได้ตลอดกาล อย่างน้อยก็อีก 1 มิติในชีวิต

แค่ 1 BOOK 1 LESSON สำหรับหนอนหนังสือทุกท่าน รับรองได้ว่าชีวิตของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมากมาย

Education is Cheap, Experience is Expensive.

SHARE
Previous articleส่ิงที่ควรได้รับจากการเล่น “เกมกระแสเงินสด”
Next articleการจัดระเบียบทางการเงิน
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

1 COMMENT

  1. โดนใจที่สุดเรื่อง ภรรยาเป็นนอมินีรูปแบบหนึ่งจริงๆครับ 555555

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here