โปรโมชั่นรถยนต์ภาครัฐ ไม่พร้อม อย่าใช้ ไม่ต้องเสียดาย!

1
131

หากถามถึงทรัพย์สินที่คนทั่วไปอยากมีเป็นของตัวเอง เชื่อเหลือเกินว่ารถยนต์ต้องติดอยู่ในโผสำรวจทุกครั้งด้วยเป็นแน่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของความสะดวกสบาย ความคล่องตัวในการทำมาหากิน หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ดูไม่เหมือนเป็นเหตุผล อย่างความโก้เก๋ หรือบารมี

โดยมุมมองด้านทรัพย์สินแล้ว รถยนต์ถือเป็นทรัพย์สินประเภทพิเศษ เพราะมูลค่าของมันจะลดลงเรื่อยๆ ตามเวลา (อันที่จริงแค่ถอยออกจากโชว์รูมก็มูลค่าลดลงแล้ว) ดังนั้น ผู้ที่คิดจะซื้อรถยนต์มาใช้งานนั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งในเรื่องของความจำเป็น ความเหมาะสม รวมไปถึงความพร้อมก่อนที่ซื้อรถยนต์เป็นของตัวเองด้วย

ส่ิงสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อรถยนต์ ประกอบด้วย

1. ความจำเป็นและความเหมาะสมในการใช้งาน 

คำถามนี้ถือเป็นคำถามสำคัญที่สุด เพราะการซื้อรถยนต์แต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย (กระทบความมั่งคั่ง) แถมถ้าหากเช่าซื้อก็จะต้องมีภาระทางการเงินอีกอย่างน้อย 3-7 ปี (กระทบสภาพคล่อง) ดังนั้น “ความจำเป็น”​ จึงเป็นหัวข้อที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรก

“ทำไม? ถึงต้องซื้อรถยนต์เป็นของตัวเอง” ลองหาคำตอบของคำถามนี้ดู

ทั้งน้ีเราไม่ควรซื้อรถเพราะโปรโมชั่นใดๆ เช่น อย่าซื้อเพราะลดราคา หรือเพราะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอันขาด แต่ให้มองความจำเป็นของชีวิตเป็นที่ต้ัง ถ้าจะให้ดีควรลองเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย หากเราจะเป็นเจ้าของรถสักคันดู แล้วค่อยตัดสินใจ

คำถามที่สอง คือ “หากการมีรถเป็นเรื่องจำเป็น เราควรซื้อรถยี่ห้อไหน รุ่นไหน มือหนึ่งหรือสองดี” ตรงนี้ก็ให้เอาเหตุผลของการซื้อรถในคำถามแรก มาเปรียบเทียบกับสมรรถนะรถในท้องตลาด ว่ารุ่นไหนตรงกับความจำเป็นในการใช้งานของเรา เมื่อรู้วัตถุประสงค์การใช้งาน และรู้สเปคในใจแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของเงินๆทองๆ แล้วครับ

2. เงินดาวน์ (เงินลงทุน)

ในมุมมองของผม ถ้าหาเงินดาวน์ยังลำบาก ก็อย่าเพ่ิงซื้อรถเลยครับ เพราะมันสะท้อนอะไรบางอย่างในตัวคุณอยู่เหมือนกัน สำหรับอัตราเงินดาวน์ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 20-25% เช่น หากต้องการซื้อรถยนต์ราคา 600,000 บาท ก็น่าจะต้องมีเงินเก็บสัก 120,000 บาท (20% x 600,000) เอาไว้เพื่อดาวน์รถ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อสภาพคล่องในการผ่อนชำระ จะได้ไม่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนสูงเกินไปนัก อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาตามหาผู้คำ้ประกันด้วย

3. สภาพคล่องหลังเป็นเจ้าของรถ

เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดและเป็นด่านสุดท้ายที่ควรประเมินก่อนมีรถเป็นของตัวเอง เพราะแม้การมีรถยนต์จะเป็นส่ิงจำเป็นสำหรับคุณ​​ (ผ่านด่านข้อ 1) และคุณเองก็มีเงินก้อนที่จะดาวน์รถได้ (ผ่านด่านที่ 2) แต่หากซื้อรถมาแล้ว ทำให้สภาพคล่องหรือเงินคงเหลือใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่พอ หรือไม่มีเหลือเก็บออมเลย พูดให้ง่ายคือ ดี จำเป็น แต่ยังไม่พร้อม อย่างนี้คุณก็ควรที่จะเลื่อนระยะเวลาการซื้อรถออกไปก่อน

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายหลังการเป็นเจ้าของรถ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเรา ประกอบไปด้วย

  • ค่าผ่อนชำระกู้ซื้อรถยนต์

ตัวนี้จัดเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุด ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องมากที่สุด และเป็นภาระต่อเนื่องยาวนาน 3-7 ปี ดังนั้น ก่อนที่เราจะซื้อรถ เราควรประเมินเบื้องต้นเสียก่อนว่า “เรามีความสามารถ (ปัญญา) ในการผ่อนชำระเขาได้หรือเปล่า”

วิธีคำนวณก็ง่ายๆ สมมติรถยนต์ที่เราจะซื้อราคา 600,000 บาท เราวางดาวน์ไป 100,000 บาท อีก 500,000 บาทยื่นกู้แบบเช่าซื้อผ่านลิสซ่ิง คิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 3% ต่อปี​ (อัตราดอกเบี้ยแล้วแต่ประเภทรถ ระยะเวลาผ่อนชำระ) ผ่อนนาน 5 ปี หรือ 60 งวด ดังนั้นค่างวดผ่อนชำระต่อเดือนของเราก็จะอยู่ที่ 9,583.33 บาท

[คำนวณง่ายๆ โดยหาดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดก่อน ซึ่งเท่ากับ เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนปีที่กู้ = 500,000 x 0.03 x 5 = 75,000 บาท จากน้ันเอาดอกเบี้ยที่คำนวณได้ บวกกับเงินต้น จะได้เท่ากับเงินที่ต้องชำระคืนเขาทั้งหมดตลอดระยะเวลา 5 ปี = 75,000 + 500,000 = 575,000 บาท สุดท้ายคิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายต่องวด ก็ให้เอาจำนวนงวด คือ 60 งวด ไปหาร 575,000 ได้เท่ากับ 9,583.33 นั่นเอง]

เมื่อได้ตัวเลขเงินผ่อนชำระต่อเดือนแล้ว ก็ให้ลองดูสิว่า ถ้าอยู่ดีเราต้องมีรายจ่ายประจำเพ่ิมขึ้นอีกราว 10,400 บาท เราไหวหรือเปล่า เงินมันจะพอกินไหม เลี้ยงชีวิตเดือนต่อเดือนได้หรือเปล่า ทั้งนี้ต้องพึงตระหนักไว้ด้วยว่า ค่าใช้่จ่ายรายเดือนเกี่ยวกับรถนั้น ไม่ได้มีแค่ค่าผ่อนชำระเพียงอย่างเดียว

ทางแก้ไขกรณี ค่าผ่อนชำระทำให้สภาพคล่องติดลบ ก็มีอยู่ 2 ทางด้วยกัน นั่นคือ หนึ่ง ใส่เงินดาวน์ลงไปอีก เพื่อให้ผ่อนต่อเดือนน้อยลง หรือไม่ก็ปรับลดเกรดและขนาดของรถที่อยากได้ลงไปบ้าง

  • ค่านำ้มัน ค่าแก๊ส และค่าธรรมเนียมเดินทาง

เมื่อมีรถก็ต้องคิดเรื่องค่าเชื้อเพลิง โดยอาจคิดชดเชยกับค่าเดินทางในปัจจุบันที่จะหายไปเมื่อมีรถยนต์เข้ามา สำหรับรถที่ใช้นำ้มัน หากใช้งานทั่วไป เดือนหนึ่งค่านำ้มันก็น่าจะตกราว 3,000 – 4,000 บาทเป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเติมแก๊สก็น่าจะประหยัดไปได้พอสมควร นอกจากนี้อย่าลืมเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถในแต่ละวันด้วย อาทิ ค่าทางด่วน และค่าจอดรถ เป็นต้น

  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษารถยนต์

สำหรับรถใหม่ป้ายแดงก็อาจสบายใจได้หน่อยในช่วงสามปีแรก แต่อย่างน้อยก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพและเปลี่ยนถ่ายอะไหล่ตามเวลาและระยะทางอยู่ดี ส่วนรถมือสองอันนี้ก็คงต้องลุ้นกันหน่อย เพราะหากได้เครื่องไม่ดีมา โดยเฉพาะประเภทย้อมแมว ก็อาจต้องเหนื่อยกับค่าใช้จ่ายนี้อยู่เหมือนกัน

  • ค่าประกันภัย

ค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายรายปี มีทั้งแบบภาคบังคับ และด้วยความสมัครใจ อย่างในกรณีของภาคบังคับ กฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกชนิดต้องทำประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. บุคคลที่ 3 เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่เป็นบุคคลอื่นๆ (ไม่ใช่เจ้าของรถ) ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น

ส่วนในกรณีของประกันภัยภาคสมัครใจ ถือเป็นการช่วยผ่อนหนักเป็นเบา หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขณะขับขี่รถยนต์ ซึ่งค่าเบี้ยประกันจะถูกหรือแพงนั้น ก็จะขึ้นกับประเภทของกรมธรรม์ ประเภทของรถยนต์ รวมถึงอายุของรถยนต์ด้วย

  • ค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียน

ค่าใช้จ่ายตัวนี้ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับเหมือนกัน เพราะมันก็คือ ภาษีรถยนต์ที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกปี  เพื่อต่ออายุป้ายทะเบียนรถ โดยอัตราภาษีจะแตกต่างกันตามขนาดเครื่องยนต์และอายุของรถยนต์

ทั้งหมดนี้ คือ แนวคิดและวิธีการวางแผนซื้อรถยนต์สำหรับบุคคลทั่วไป ลองศึกษาและพิจารณาดูครับว่า คุณจำเป็นต้องใช้รถยนต์หรือไม่ และพร้อมสำหรับการมีรถยนต์เข้ามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตหรือยัง จำไว้ว่า อย่าตัดสินใจซื้อรถ เพราะโปรโมชั่นไม่ว่าจากภาครัฐหรือเอกชน หรืออย่าซื้อเพราะถูกและมีของแถมเป็นอันขาด เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะต้องรับภาระจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือ ตัวท่านเองเพียงคนเดียว

สำหรับในตอนหน้า คนที่ฝันจะมีบ้านเป็นของตัวเอง ห้ามพลาดครับ

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here