แค่ไหนถึงเรียกว่า … มีหนี้เกินตัว?

2
3187

Q: ปัจจุบันผมเป็นพนักงานบริษัท รายได้รวมเบี้ยเลี้ยงต่างๆ ตกเดือนละ 22,000 บาท มีหนี้ต้องผ่อนคอนโดเดือนละ 4,500 บาท และผ่อนโทรศัพท์มือถือเดือนละ 2,100 บาท ยังไม่มีรถ แบบนี้ถือว่ามีหนี้เกินตัวหรือเปล่าครับ

 

มันนี่โค้ช:

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ผมขออธิบายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “หนี้” สักเล็กน้อยครับ

หนี้ในโลกใบนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ นั่นคือ “หนี้รวย” และ “หนี้จน” 

“หนี้รวย” คือ หนี้ที่เรากู้ยืมมาลงทุน เมื่อกู้ยืมมาแล้ว ทำให้เรามีเงินเพ่ิมขึ้น (งงมั๊ย) เช่น คนกู้เงินซื้อแท๊กซี่เงินผ่อนมาหนึ่งคัน มีภาระต้องส่งไฟแนนซ์เดือนละ 12,000 บาท แต่ปล่อยเช่าเก็บเงินค่าเช่าได้เดือนละ 20,000 บาท ผลลัพธ์สุดท้ายการก่อหนี้ครั้งนี้ทำให้มีเงินเข้ากระเป๋าเพ่ิม​ขึ้น​ (กำไร) 8,000 บาท/เดือน ดังนั้น หนี้ก้อนนี้จึงเป็นหนี้รวย

ส่วน “หนี้จน” นั้นคือ หนี้ที่เมื่อเรากู้ยืมคนอื่นมาแล้ว ทำให้เรามีรายจ่ายเพ่ิมขึ้น  มีเงินเหลือน้อยลง (จนลง) เช่น เงินกู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย เงินกู้บัตรเครดิต ฯลฯ หนี้เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สร้างค่าใช้จ่ายรายเดือนให้เพิ่มขึ้น โดยไม่มีรายได้แต่อย่างใด ดังนั้น หนี้กู้ซื้อบ้านและหนี้บัตรเครดิตในตัวอย่างนี้จึงเป็นหนี้จน

คำถามทีี่ว่า “เรามีหนี้เกินตัวหรือเปล่า?” นั้น ต้องเฉพาะเจาะจงหรือพิจารณาเฉพาะหนี้จนเท่านั้นครับ หนี้รวยมีมากก็ช่างมันเถอะ มีเยอะก็รวยแยะ แต่หนี้จนนี่สิ ยิ่งมีมากยิ่งยากจนครับ

โดยทั่วไปแล้ว คนเราไม่ควรมีภาระจากหนี้จน เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ 

ความหมายก็คือ เมื่อเรานำยอดเงินที่ต้องใช้ผ่อนชำระหนี้ต่างๆในแต่ละเดือนมารวมกัน หารด้วยเงินรายได้ และคูณด้วย 100 ผลลัพธ์ไม่ควรเกิน 30%

ยกตัวอย่างจากโจทย์ ก็ให้เอาเงินผ่อนชำระหนี้คอนโด (4,500 บาท/เดือน) รวมกับเงินผ่อนชำระมือถือ (2,100 บาท/เดือน) ได้เป็น 6,600 บาท หารด้วย 22,000 บาท แล้วคูณด้วย 100

จากโจทย์ข้างต้น ภาระหนี้ต่อเดือนจะเท่ากับ 30 เปอร์เซ็นต์พอดิบพอดี

แปลความได้ว่า หนี้ที่คุณมีอยู่ ณ ปัจจุบันนั้นเต็มพิกัดแล้ว กรุณาอย่าทะลึ่งสร้างหนี้เพ่ิมอีกเป็นอันขาด มิฉะนั้น​โอกาสที่คุณจะตกระกำลำบากทางการเงินในอนาคตจะสูงถึงขั้นหลีกเลี่ยงไ่ม่ได้

ทางที่ีดีช่วงนี้ควรอยู่ห่างห้างสรรพสินค้า และหลีกเลี่ยงการฟังโปรโมชั่นจูงใจต่างๆไว้ก็น่าจะดี

ถึงตรงนี้หลายท่านอาจสงสัยว่า ผมเอาตัวเลข 30 เปอร์เซ็นต์นี้มาจากไหน

ก็ต้องตอบตามตรงครับว่า ที่จริงก็ไม่ได้มีกฎอะไรตายตัวหรอก หลักการของผมก็เพียงแค่ประเมินจากรายจ่ายทั่วไปที่คนเราพึงมี แล้วหักลบออกจากรายได้ เหลือเท่าไหร่ก็เป็นงบประมาณหนี้จน ลองดูวิธีคิดด้านล่างนี้ เผ่ือจะเข้าใจมากขึ้นครับ

รายได้                              100 %

หักภาษี                               10 %

หักประกันสังคม                    5 %

หักเงินออม                          10 %

หักใช้จ่ายส่วนตัว            40-45 % (ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และอื่นๆ)

คงเหลือ (ไว้ก่อหนี้ได้)     30-35 %

คำถาม: แล้วถ้าผมไม่ต้องเสียภาษีและไม่ได้อยู่ในระบบลูกจ้างประจำที่ต้องจ่ายประกันสังคมหละ แสดงว่าสามารถก่อหนี้จนได้เพ่ิมใช่มั๊ย

โถ​ …​ พ่อคู้ณ พักผ่อนบ้างเถอะ การไ่ม่มีหนี้จนเป็นลาภอันประเสริฐอย่างยิ่งนะจำเอาไว้

อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่จำเป็นต้องมีบ้านและรถยนต์ (ด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ก็อาจยอมให้อัตราส่วนเงินผ่อนชำระหนี้ต่อรายได้ ขยับเพ่ิมเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ได้ครับ

ตลอด 7 ปีที่เป็นโค้ชการเงินมา ผมพบว่า คนที่มีอัตราส่วนเงินผ่อนชำระหนี้ต่อรายได้ เกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ มักมีชีวิตทางการเงินที่ลำบากทั้งสิ้น

แต่จะว่าไป คนที่มีหนี้เยอะแล้วรู้จักหยุด วันหนึ่งก็จะกลับมามีสภาพคล่องที่ดีได้ แต่คนที่กู้ไปเรื่อย มีหนี้เยอะ แต่ก็ยังมีคนให้กู้ แล้วก็คิดเอาว่าตัวเองมีเครดิตดี ลักษณะแบบนี้ไม่นานชีวิตก็ต้องพังเพราะหนี้จนครับ

ปิดท้ายเรื่องหนี้จน ด้วยสัญญาณอันตรายที่คุณควรจับตาภาวะการเงินของตัวเองให้ดี

1. มีหนี้มาก จนต้องเริ่มผ่อนชำระขั้นต่ำ

2. เงินผ่อนชำระหนี้ต่อรายได้เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ และ

3. เริ่มกู้เงินมาเคลียร์หนี้เดิม

ถ้าใครมีครบทั้ง 3 อาการที่ว่านี้ รอวันจมกองหนี้ และเครดิตทางการเงินพังได้เลยครับ

SHARE
Previous articleผ่อนบ้านยังไง … ให้หมดเร็วๆ
Next articleFREE E-BOOK: วางแผนการเงินต้อนรับปีใหม่ 2013
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

2 COMMENTS

  1. นำมาใช้ได้จริง..ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here