เสี่ยง Vs น่าเสี่ยง

2
338

hand-517114_640

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”

เชื่อว่าคุณผู้อ่านทุกท่านน่าจะเคยได้ยินคำเตือนที่เร็วและรัวข้างต้น (เหมือนไม่อยากให้ได้ยิน) ในช่วงท้ายโฆษณาการลงทุนกันมาแล้วแทบทุกคน

ถ้าว่ากันตามตำราทางการเงิน “ความเสี่ยง” (Risk) หมายถึง โอกาสในการได้รับผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือพูดง่ายๆก็คือ มีทั้งโอกาสที่จะได้มากกว่าที่คาด และน้อยกว่าที่คาด

เมื่อนิยามเป็นแบบนี้ ก็แทบจะถือได้ว่าการลงทุนทุกอย่างในโลกมีความเสี่ยงทั้งหมด อยู่ที่่ว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

เช่น การลงทุนในพันธบัตรอาจมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้น แต่ก็ใช่ว่าพันธบัตรจะไม่มีความเสี่ยงอยู่เลย เพราะแม้จะมีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ซึ่งค่อนข้างคงตัวแน่นอน แต่ก็มีโอกาสเหมือนกันที่ลูกหนี้หรือผู้ออกพันธบัตรอาจจะเบี้ยวชำระได้ หากกิจการของเขาไม่ดีหรือขาดทุน (ภาษาการเงินเขาเรียกว่า Default Risk) ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราลงทุนในพันธบัตรของใคร

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบนิยามความเสี่ยงของวอร์เร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกมากกว่า บัฟเฟตต์บอกว่า “Risk comes from not knowing what you’re doing” หรือ ความเสี่ยง ก็คือ การทำในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ 

ผมว่านิยามนี้ชัดเจนดีนะครับ เรียกว่าไม่ต้องรอให้ลงทุนแล้วไปคาดหวังเอาว่าจะได้มากหรือน้อย เพราะแค่ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้เรื่อง ก็เรียกว่าเสี่ยงได้แล้ว

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การลงทุนในหุ้นของคนส่วนใหญ่ คุณผู้อ่านเชื่อมั๊ยครับว่า ร้อยละ 90 ของคนที่ลงทุนในหุ้น ไม่รู้จักหุ้นและธุรกิจที่พวกเขาลงทุนดีพอ และนั่นทำให้พวกเขาต้องเดือดเนื้อร้อนใจอยู่ตลอด เวลาที่มีข่าวใหญ่ๆ หรือตลาดเกิดความผันผวน

ในมุมมองของผม การลงทุนในหุ้นก็คือ การลงทุนในธุรกิจ ดังนั้นความเสี่ยงพื้นฐานที่ท่านจะต้องเจอแน่นอน ก็คือ ความเสี่ยงของตัวธุรกิจนั้น หรือ Business Risk ซึ่งเป็นพื้นฐานที่เราจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างดีเยี่ยม (เน้นว่า ..​. ดีเยี่ยม) ก่อนตัดสินใจลงทุน

อย่างเช่น ถ้าเราลงทุนในหุ้นโรงแรม เราก็ต้องรู้ว่า ธุรกิจโรงแรมมีความเสี่ยงเรื่องใดบ้าง ฤดูกาลมีผลมั๊ย การเมืองมีผลมั๊ย โรคระบาดมีผลมั๊ย แล้วตัวกิจการเองละบริหารจัดการดีมั๊ย นอกเหนือไปจากการพิจารณาโอกาสที่ว่าจะเติบโตเท่านั้นเท่านี้ แล้วยิ้มฝันหวานเพียงด้านเดียวว่าธุรกิจจะกำไรมากขึ้น และราคาหุ้นจะเติบโตขึ้น

“ความรู้สามารถจำกัดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้” …. ดังนั้นเวลาที่ผมสนใจจะลงทุนในธุรกิจใดในตลาดหลักทรัพย์ ผมเองจะตั้งคำถามเพื่อศึกษาพื้นฐานของกิจการ 6 ข้อเบื้องต้น ดังนี้

1. บริษัทที่เราสนใจ ทำธุรกิจอะไรบ้าง (มีหลายครั้งที่ธุรกิจชื่อหนึ่ง มีกิจการซ่อนอยู่ข้างหลังอีกนับสิบ)

2. โครงสร้างของรายได้เป็นอย่างไร มาจากแต่ละธุรกิจในสัดส่วนเท่าไหร่

3. โมเดลการทำกำไรของธุรกิจเป็นอย่างไร (ธุรกิจสร้างรายได้ได้อย่างไร จะขายได้เพิ่มต้องลงทุนเพิ่มมั๊ย หรือสามารถขายได้เพิ่มโดยไม่ต้องลงทุน เป็นต้น)

4. ความได้เปรียบเชิงแข่งขันของธุรกิจ คือ อะไร (แบรนด์ที่แข็งแกร่งอยู่ในใจลูกค้า ความสามารถในการควบคุมต้นทุน สิทธิบัตร สัมปทาน ฯลฯ)

5. วิเคราะห์งบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี (ดูยอดขาย ดูกำไร อัตราการเติบโต และอัตราส่วนการเงิน ดูความสามารถที่ผ่านมาของผู้บริหาร)

6. แนวโน้มกิจการ โอกาส และอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า

ส่วนว่าจะ​ “ลงทุน”​ ที่ “ราคา” เท่าไหร่นั้น ผมจะประเมินเป็นอันดับสุดท้ายครับ

เพียงแค่เรารู้ลึกในตัวกิจการอีกสักนิด ทำความรู้จักและเข้าใจมันมากขึ้นอีกสักหน่อย เราก็สามารถพิจารณาได้แล้วว่า ธุรกิจนั้นๆดีหรือไม่ดี เสี่ยงหรือน่าเสี่ยงที่เราจะลงทุนด้วย เพราะถ้าธุรกิจห่วยหรือเฮงซวย ลงทุนอย่างไรก็เสี่ยงครับ แต่ถ้าธุรกิจดี เติบโตต่อเนื่อง มีความสามารถในการแข่งขันสูง โอกาสรออยู่ข้างหน้าน้อยกว่าอุปสรรค แบบนี้ก็ถือว่า “น่าเสี่ยง”

อย่างที่บอกไปในตอนต้นแล้วว่า ไม่เสี่ยงเลยไม่มี มีแต่เสี่ยงกับน่าเสี่ยง และถ้าอยากรวย ต้องเริ่มจากการการวิเคราะห์การลงทุน ทำเรื่องเสี่ยงให้เป็นเรื่องน่าเสี่ยงเสียก่อน

เอาไว้สัปดาห์หน้าเรามาดูตัวอย่างการลงทุนจริงกันครับ จะได้เห็นภาพมากขึ้น

2 COMMENTS

  1. มาอ่านบทความนี้ได้ประโยนมากเลยค่ะช่วยแนะนำวิธีการพิดศษที่จะกุ้ให้ผ่านหน่อยได้ไหมค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here