เรื่องเงินๆทองๆ ที่แม่เคยสอน

1
218

“ครอบครัว” ถือได้ว่าเป็นโรงเรียนทางการเงินท่ีสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา เพราะตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลก เราได้รับการสื่อสาร และสั่งสอนเรื่องราวทางการเงินในบ้านของพวกเรามาโดยตลอด

“ตั้งใจเรียน จะได้หางานดีดี เงินเดือนสูงๆได้” “ใช้เงินให้ประหยัดหน่อยนะ” “ข้าวของอะไรที่ใช้ได้ก็อย่าเพิ่งซื้อใหม่ ใช้ได้ก็ใช้ๆไปก่อน” “อย่าไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่นเขา ถ้ามีไม่พอก็ให้รู้จักอดทนรอ” “เงินหนะ ไม่จำเป็นต้องใช้ ก็รู้จักเก็บๆไว้บ้าง”​ ฯลฯ

เชื่อว่าบางคำสอนข้างต้นคงเป็นคำสอนที่เคยวนเวียนอยู่ในบ้านของท่านบ้าง ไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุนี้เอง บ้านจึงเป็นที่ที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเงินของเราอย่างมาก เรียกได้ว่า 80% ของความคิดทางการเงินของคนเรา ถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่และคนในครอบครัวเป็นหลัก ที่เหลือได้มาจากการเรียนรู้ภายนอกครอบครัว

บ้านผมเองก็มีคำสอนทางการเงินที่ปลูกฝังตัวตนของผมมาตั้งแต่เด็ก เป็นส่วนผสมกันระหว่างความคิดของพ่อกับแม่ แล้วแต่กาลโอกาส ตรงกันบ้างต่างกันบ้างปะปนกันไป

เนื่องในโอกาสวันแม่ ผมขอแบ่งปันเรื่องราวเงินๆทองๆ ที่แม่ผมสอนไว้ตั้งแต่ยังเด็ก จนมาวันที่ที่ได้มาทำงานสายการเงิน ก็พบว่าคำสอนดังกล่าวยังคงใช้ได้ดีและเป็นประโยชน์อยู่ จนปฏิเสธไม่ได้ว่า “แม่”​ คือ ครูทางการเงินคนสำคัญของผมเลยทีเดียว

แม่ของผมเป็นคนต่างจังหวัด การศึกษาไม่สูง ท่านเรียนไม่จบ ป.1 ด้วยซ้ำ เพราะเหตุว่าคุณตาคุณยายไม่มีเงินส่งเรียน จึงต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อมาช่วยค้าขาย

ตอนผมเป็นเด็ก ผมยังแอบตลกคุณแม่บ่อยๆ เวลาเห็นท่านพยายามสะกดคำยากๆ แล้วผิด มารู้ในภายหลังว่าท่านมาฝึกอ่านและเขียนหนังสือตอนที่มีลูกแล้ว วัตถุประสงค์ก็เพื่อจะได้สอนลูกให้เขียนหนังสือได้ (ถึงวันนี้แม่มีลูกเรียนจบปริญญาโทกันหมด)

และต่อไปนี้ คือ สิ่งที่แม่ผมสอนผมในวัยเด็ก เกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ

1. ทำมาหากินสุจริต

ฟังดูคำสอนนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลก และก็น่าจะเป็นส่ิงที่พ่อแม่ทุกคนสอนลูกอยู่แล้ว แต่สำหรับแม่ผมพิเศษกว่านั้น คือท่านไม่ชอบและไม่อยากให้ลูกทุกคนของท่าน ทำธุรกิจหรือหากินกับความเดือดร้อนของคนอื่น อย่างเช่น เปิดร้านเหล้า ปล่อยเงินกู้ เปิดร้านเกม ฯลฯ เรียกว่าหากลูกคนไหนคิดอุตริเสนอแผนธุรกิจกลุ่มนี้ให้แม่ฟังเมื่อไหร่ มีหวังโดนด่าเปิง

นอกจากประเภทของธุรกิจแล้ว วิธีการทำธุรกิจ ก็เป็นส่ิงที่ท่านสอนผมเสมอ ท่านสอนว่า “เราไม่โกงใคร และก็ไม่ปล่อยให้ใครโกง” นั่นคือ สอนให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ในขณะเดียวก็สอนให้รู้จักคิด รอบรู้ และทันคน

แม้แม่จะสอนผมอย่างนั้น แต่แม่เองก็มักจะพลาดถูกคนอื่นหลอกอยู่เสมอ ด้วยความที่ท่านเป็นคนขี้สงสาร สุดท้ายจึงต้องสูญเสียทรัพย์สินไปจำนวนไม่น้อย ที่เจ็บปวดก็คือ บางคนที่พูดถึงเป็นญาติของเราเองแท้ๆ แต่ท่านก็บอกผมเสมอว่า “ช่างเขา”  ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรม เขาทำอะไรเราไว้ เขาก็จะได้อย่างนั้น

ยอมรับว่าในวัยเด็กผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องกรรมเท่าไหร่ แต่ที่ไม่คิดเอาคืน เพราะผมเลือกที่จะเชื่อแม่

2. เก็บออม

ตั้งแต่เป็นเด็ก แม่จะยำ้นักยำ้หนาเรื่องการออม ไม่ว่าจะมีมากมีน้อย แม่จะสอนให้เราหักเงินเก็บไว้เพื่อวันข้างหน้าเสมอ  ผมยังจำวันแรกที่แม่พาไปเปิดบัญชีที่ธนาคารออมสินได้ วันนั้นเป็นวันเด็กพอดี เท่าที่นึกออกผมอยากไปเปิดบัญชี เพราะผมอยากได้กระปุกออมสินมากกว่า ไม่ได้สนใจอะไรเรื่องฝากเรื่องออมหรอก

แม่เปิดบัญชีให้ผมด้วยเงิน 100 บาท เมื่อ 30 ปีก่อนก็ถือว่ามากเอาการ เพราะสมัยผมเป็นเด็ก ก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่งราคาแค่ 5-7 บาทเอง ทุกเดือนแม่จะพาผมไปฝากเงิน หนึ่งร้อยบ้างสองร้อยบ้างไปตามเรื่อง จนหลังๆ ผมแคะกระปุกแล้วเอาไปฝากธนาคารด้วยตัวเอง

อันที่จริงแม่สอนผมจนเข้าใจผิดไปเหมือนกันว่า “ธนาคารใจดี เราฝากเงิน เขาก็ให้ดอกเบี้ย” จนมารู้ก็เมื่อโตว่า เขาไม่ได้ใจดีอะไรหรอก เขาต้องให้ดอกเบี้ยเราอยู่แล้ว เพราะเราเป็นเจ้าหนี้เขา

แต่อย่างน้อย ส่ิงที่แม่ปลูกฝังก็กลายเป็นนิสัยสู่ความมั่งคั่งของผมในปัจจุบันได้ และทำให้ผมมั่นใจในเรื่องการแนะนำคนทั่วไปให้ออมอย่างเช่นในปัจจุบัน

3. เตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง

ตั้งแต่เด็กแม่จะพูดถึงเรื่องความไม่แน่นอนอยู่เป็นประจำ แม่บอกว่าอย่ามองโลกในแง่ดีเกินไป จนไม่ระวังตัว แต่ก็อย่าร้ายเกินไป จนทำให้ชีวิตไม่น่าอยู่

ในเรื่องการเงิน แม่จะทำประกันชีวิตให้พ่อและตัวเอง รวมถึงทำประกันสุขภาพให้ผมและน้องๆ ทุกคน แม่พูดเสมอว่า จ่ายครั้งละเล็กละน้อย เทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่ต้องจ่ายคราวละมากๆ

พอโตขึ้นมา เร่ิมทำงานจนถึงทุกวันนี้ที่มีครอบครัว ท่านก็จะสอนให้ผมดูแลเรื่องความเสี่ยงภายในครอบครัว เหมือนๆ กันกับที่ท่านเคยดูแลพวกเรามา แถมยังยำ้เสมอว่า “การออมเงินไว้ใช้วันหน้า ก็ถือเป็นการเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงแบบหนึ่ง”

4. ซื้อทองเก็บไว้

ย้อนกลับไป 10-20 ปี คำสอนนี้ผมว่าดูเฉยๆ แต่พอมาถึง พ.ศ. นี้ คำสอนของแม่ดูจะไม่ธรรมดาเลยทีเดียว จริงๆแล้วไม่มีอะไรมากครับ แม่บอกว่า เวลาแต่งเมีย ลูกต้องลงทุนเองบ้าง และเวลาไปขอสาวแต่งงานเน่ีย เขาใช้ “ทอง​“ นะลูก ดังนั้น ทำงาน เก็บเงินได้ ก็เอาไปซื้อทอง เก็บให้ได้อย่างน้อย 10 บาท จะได้ไม่อายใครเขา แถมยังเป็นการให้เกียรติเจ้าสาวด้วย

และทองคำสินสอดนั้น ก็กลายมาเป็นหนึ่งในความมั่งคั่งของผมในปัจจุบัน เพราะไม่เพียงแต่แม่จะบอกให้สะสม แม่ยายยังคืนให้ทั้งหมดอีกด้วย (555)

5. เกิดเป็นคนต้องสู้

ประโยคข้างต้นถือเป็นคาถาสำคัญของการเป็นลูกของแม่ สำหรับคาถานี้ แม่ไม่ได้แค่พูด แต่แม่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างเสมอ  จนเราซึมซับได้เองว่า จะต้องจัดการกับปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้อย่างไร

จากเถ้าแก่เนี้ยร้านอะไหล่รถยนต์ มีเงิน มีทองเก็บหลายสิบบาท เมื่อธุรกิจล้มละลาย แม่ทำได้ทุกอย่างเพื่อเลี้ยงให้ลูกอยู่รอดและได้รับการศึกษาที่ดี

ขายอาหารตามสั่ง วิ่งรถรับซื้อขยะตามหมู่บ้าน ไปยันถึงรับเหมาก่อสร้าง งานที่แม่ไม่เคยถนัดเลย ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาใด ไม่ว่ามั่งมี หรือตกทุกข์ได้ยาก ส่ิงที่ไม่เคยขาดไปจากชีวิตของแม่เลยก็คือ “ความหวังและความฝัน”

ที่สำคัญ มันไม่ใช่ความหวังและความฝันเพื่อตัวเอง แต่เพื่อชีวิตและอนาคตที่ดีของลูกๆ อีก 4 คน และความคิดอ่านดังกล่าวผ่องถ่ายมาเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนของผมทุกวันนี้ไปด้วย ผ่านการบ่มเพาะและเลี้ยงดูของแม่

ผมเชื่อเหลือเกินว่า ชีวิตของคนเราคงมาถึงความสำเร็จได้ยาก หากไม่มีพื้นฐานที่ดีจากครอบครัว แม้แม่ของผมจะไม่เก่ง เรียนไม่สูง หรืออ่านหนังสือได้ไม่คล่องเหมือนแม่ของคนอื่น แต่ผมกลับรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ปัญหาที่แม่จะทำหน้าที่ของท่านเลย ตรงกันข้ามสิ่งที่แม่มีให้กับพวกเราอยู่ตลอด คือ “เวลา”​ และ “คำสอน”​ ที่ท่านสามารถให้ลูกทุกคนอย่างเต็มที่และเท่าเทียมกันเสมอ

วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะบอกรักแม่ของพวกเราทุกคนนะครับ

SHARE
Previous articleเหตุผลของคนแพ้
Next article“เงิน”​ ไม่เคยเป็นคำตอบ
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here