“เงิน”​ ไม่เคยเป็นคำตอบ

1
127

ถึงเวลานี้ ดูเหมือนพรรคเพื่อไทยมีภารกิจสำคัญ ที่จะต้องเร่งดำเนินการทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งในคราวนี้ดูเหมือนว่านโยบายเรื่องค่าแรงและเงินเดือนขั้นต่ำ ดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก

ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ และเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15,000 บาท สร้างความหวังและความฝันให้กับลูกจ้างทั่วไปได้เกินกว่าครึ่งของประเทศ

ในฐานะที่มิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคแต่อย่างใด​​ (ถนัดแต่ภาคครัวเรือน 555) จึงไม่กล้าที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าว ว่าดี เหมาะ ควรหรือไม่ เลยขออนุญาตมองกลับมาที่เรื่องใกล้ตัวอย่างความมั่งคั่งส่วนบุคคลดีกว่า

ต้องยอมรับว่าตัวเลขรายได้ที่รัฐบาลนำเสนอนั้น เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง และดูเหมือนว่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องของพี่น้องประชาชนไปได้ไม่มากก็น้อย สำคัญคือว่า เมื่อชีวิตมีสภาพคล่องที่ดีแล้ว แรงงานทั้งหลายจะมีความสามารถในการเปลี่ยนสภาพคล่องให้กลายเป็น “ความมั่งคั่ง” ได้หรือไม่ หรือทำได้เพียงแค่พอมีพอกินไปอีกเพียงระยะสั้นๆ แล้วก็กลับมาเป็นปัญหาใหม่ (และนโยบายใหม่)

ทำไม? รายได้้ที่มากขึ้น ไม่ทำให้คนเรารวยขึ้น

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ การมีรายได้ที่มากขึ้น มักจะนำไปสู่่การบริโภคที่มากขึ้น สร้างภาระหนี้ที่มากขึ้น อันเนื่องมาจากความเชื่อว่า ตัวเองมีอำนาจซื้อที่มากขึ้น และท้ายที่สุด ก็จะนำไปสู่ปัญหา มีเงินไม่พอใช้อยู่ดี (อันนี้ยังไม่นับรวมพ่อค้าแม่ค้าที่รอขึ้นราคาสินค้าต้อนรับเงินเดือนที่ปรับเพ่ิมขึ้น) ไม่เชื่อก็ลองสังเกตตัวเราๆท่านๆ ก็ได้ว่า ทุกครั้งที่ได้เงินเดือนมากขึ้น ช่วยให้ท่านมีเงินเก็บเงินออมมากขึ้นหรือเปล่า ความเป็นจริงของหลายคนก็คือ ไม่เลย คนที่เขาเก็บเงินได้ เงินเดือนแค่ไหนก็เก็บได้ แต่คนที่ใช้ไม่เคยเหลือ หาเงินได้มากเท่าไหร่ มันก็ไม่เหลืออยู่ดี

พูดให้ง่ายเข้าก็คือ ความมั่งคั่งไม่ได้เป็นเรื่องของรายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องมีเรื่องของความฉลาดในการจัดสรรค่าใช้จ่าย (How to Spending) เข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย ไม่อย่างนั้นพนักงานประจำที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาท ก็คงรวยกันหมดแล้ว แต่ในความจริงแล้วไม่ใช่เลย “คนเรามีความสามารถในการสร้างรายจ่ายไปเทียบเท่ากับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเสมอ” ดังนั้น ไม่ว่าจะเพิ่มเงินอีกมากเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ก็อาจยังไม่มีทางรวยได้ หากพวกเขามีความฉลาดทางการเงินที่ไม่มากพอ

และในท้ายที่สุด “เงินทองจะไหลออกจากคนที่มีความฉลาดทางการเงินน้อย ไปสู่คนที่มีความฉลาดทางการเงินมากกว่าอยู่เสมอ” และนั่นจึงเป็นเหตุให้พนักงานกินเงินเดือนผู้ฟุ้งเฟ้อ ติดนิสัยบริโภคนิยม ไม่ฉลาดเรื่องเงินทอง ไม่มีทางรอดเงื้อมมือของผู้ประกอบการที่สร้างสรรโปรโมชั่นมาล่อใจให้จับจ่ายเกินจำเป็นได้

ถึงตรงนี้บางท่านอาจจะเห็นแย้งว่า ก็ในเมื่อแต่ก่อนมันไม่พอกิน เขาก็เพ่ิมให้พอดี ก็น่าจะพอแล้ว จะอะไรกันนักกันหนา

ถ้าใครนึกใครคิดแบบข้างต้น ก็ต้องบอกเลยว่า เป็นความคิดของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ (หรือเดือนๆ) ไม่ได้มองวันข้างหน้าเลย ทั้งนี้เพราะหากเราดำรงชีวิตอยู่แบบไม่มีเผื่อเหลือเก็บเลย อย่างนี้ในอนาคตจะลำบาก ตราบใดที่เรายังทำงานไหวก็คงไม่เป็นไร เพราะยังพอหาเลี้ยงตัวเองได้ แต่เมื่อแก่หรือเกษียณแล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายเลี้ยงชีวิต

ล่าสุดมีการสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันว่า พวกเขากลัวและกังวลอะไรมากที่สุดในชีวิต คุณผู้อ่านลองทายดูครับ

ถ้าใครตอบว่า “การก่อการร้าย” ละก็ ผิดครับ เพราะนั่นเป็นแค่อันดับ 2

อันดับ 1 ที่คนอเมริกันกลัวกันมากที่สุด คือ “การมีเงินไม่พอเลี้ยงตัวเองหลังเกษียณ”

กลับมาที่เมืองไทยของเรา ในมุมมองของผม จะ 300 หรือ 15,000 บาท ก็เป็นได้เพียงการช่วยเหลือให้ชีวิตประชาชนมีสภาพคล่องที่ดีข้ึนเท่านั้น ซึ่งในเมื่อได้รับกันถ้วนหน้า ก็ถือเป็นเรื่องดีคำถามต่อมาคือ เราๆท่านๆ ควรจะบริหารจัดการอย่างไรกับโปรโมชั่นพิเศษที่ทางรัฐมอบให้นี้

อันดับแรก และเป็นส่ิงสำคัญที่สุด ก็คือ การบริหารค่าใช้จ่าย

อย่างที่เรียนไปแล้วว่า มนุษย์เรามีความสามารถพิเศษในพลังอำนาจที่มองไม่เห็น ที่เรียกกันว่า “อำนาจซื้อ”​ มีเงินในกระเป๋าไม่ค่อยได้ เหมือนมีอำนาจแล้วต้องใช้ ต้องแสดง ต้องโชว์ อันนี้ถ้าเพื่อความสุขบ้างก็พอได้ แต่ถ้ามากไปก็อาจทำให้มีภาระเพ่ิมได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าบริษัทบัตรเครดิตน่าจะลูบปากรอ บัณฑิตจบใหม่ที่มีเงินเดือน 15,000 บาท กันชนิดใจจดใจจ่อ และแน่นอนว่าเราจะให้เห็นจำนวนบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน

คำถามคือ เด็กๆ เหล่านี้มีวุฒิภาวะในการบริหารจัดการเงินดีแค่ไหน เพราะหากเร่ิมต้นชีวิตด้วยภาระหนี้สิน (ซึ่งเขาว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมทางหนึ่ง) อย่าถามถึงอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เพราะมีโอกาสโดนหนี้ลากยาวนับสิบปีแน่นอน จริงๆ อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่หลายคนก็ยังเอาตัวไม่รอด ทั้งหมดนี้เป็นเพราะขาดความรู้ด้านการบริหารเงินทั้งสิ้น (นี่ยังไม่นับรวมความเสี่ยงทางการเงิน เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ที่สามารถส่งผลกระทบกับคลังของแต่ละคนได้ตลอดเวลานะ)

เมื่อเงินที่ได้เพ่ิม ถูกนำไปใช้จนหมด ก็จะส่งผลกระทบต่อการออมและการลงทุนไปโดยปริยาย เมื่อในวัยทำงานไม่สามารถออมเงินได้ ก็จงเตรียมตัวให้พร้อมรับความเหนื่อยยากหลังเกษียณได้เลย

หลายคนอาจแย้งว่า จะไปกังวลอะไร ฉันมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฉันมีประกันสังคม ฉันมีสำรองเลี้ยงชีพ และ 30 บาทรักษาทุกโรคด้วยนะ ไหนจะเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอีกหละ ก็น่าจะถือว่ามีเงินออมและประกันความเสี่ยงอยู่แล้ว จะมาพูดให้ดูน่ากลัวทำไม

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ “มันไม่พอกิน​“​ หรอกครับ ไม่จะกองอะไรต่างๆ ที่ว่ามาหนะ (ลองคิดง่ายๆ ไม่ต้องดูเงินเฟ้อว่า เดือน 3,000 –  4,000 พอใช้ไหม) และสอง คือ ลองไปดูต้นแบบกองทุนต่างๆ ที่ว่ามาในต่างประเทศดู อย่างในอเมริกาตอนนี้กำลังติดหนี้บานตะไท และกำลังจะล้มหมดแล้ว ดังนั้น อย่าไปหวังพึ่งอะไรเลยครับ

แล้วจะให้ทำอย่างไรต่อไป?

ส่ิงที่คนไทยควรจะทำก็คือ วางแผนจัดการกับรายได้ที่เพ่ิมขึ้นอย่างชาญฉลาด เร่ิมจากจัดสรรค่าใช้จ่ายให้ดี ตามจำเป็น ฟุ่มเฟือยเป็นบางจังหวะและโอกาส แต่อย่าให้กระทบสภาพคล่อง

สอง มองไปวันข้างหน้า เก็บออม หรือสะสมในทรัพย์สินเพื่อการลงทุน ที่ท่านสนใจและเข้าใจมันอย่างถ่องแท้

สาม สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน ดูแลจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิิดขึ้นกับชิีวิต สุขภาพ และทรัพย์สิน อย่างเหมาะสม

อ่านไปอ่านมาแล้ว มันก็หนีไม่พ้นหลักสำคัญในการบริหารจัดการชีิวิต ที่เราคนไทยเรียกกันว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นแหละ ในหลวงท่านสอนท่านแนะนำให้คนไทยรู้จักกันมาตั้งหลายปี แต่ก็ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตตื่นเต้นและโลดโผนอยู่กับเงินที่ว่ิงไปว่ิงมา

ถ้าทำได้แค่นั้น ก็อย่าหวังว่าจะได้ลืมตาอ้าปากเลยครับ

 

SHARE
Previous articleเรื่องเงินๆทองๆ ที่แม่เคยสอน
Next article“สิทธิ” ต้องเข้าใจ (ไม่พร้อม ก็อย่าใช้)
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here