อยากซื้อรถ วางแผนให้ดี ก่อนซื้อ

0
3399

toy-542701_640

ปัจจุบันรถยนต์ดูเหมือนจะกลายเป็นปัจจัยที่ 6 สำหรับการดำรงชีวิตกันไปแล้ว (รองจากสมาร์ทโฟน)

พูดไปก็น่าเห็นใจทุกท่านครับ เพราะหากระบบขนส่งมวลชนของบ้านเราดีสักหน่อย คงไม่มีใครอยากเปลืองเงินซื้อรถไว้ใช้เอง แต่ก็อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ รถเมล์ก็แน่นเอี๊ยด รถไฟฟ้าก็มีอยู่กระจุกเดียว แท็กซีก็เรียกยากเรียกเย็น รถตู้ก็ขับเร็วจนน่าหวาดเสียว ครั้นจะลองมอเตอร์ไซต์ หลายคนก็ยังแอบเกรงใจตัวเอง

แม้ว่าการซื้อรถยนต์จะเป็นสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งก็มีสิทธิซื้อได้ แต่น่าจะเป็นการดีกว่า หากเรามีการวางแผนที่ดีก่อนซื้อ

ทั้งนี้เพราะรถยนต์ไม่ใช่ทรัพย์สิน หากแต่เป็นหนี้สินที่สร้างค่าใช้จ่ายให้กับผู้ซื้อไปตลอดอายุการใช้งาน แถมยังมีมูลค่าลดลงไปตามเวลาอีกด้วย

ดังนั้น หากคิดจะซื้อรถ คนเราควรพิจารณา 2 ปัจจัยหลัก ด้วยกัน คือ

1) ความจำเป็นและความเหมาะสมในการใช้งาน

คำถามนี้ถือเป็นคำถามสำคัญที่สุด เพราะการซื้อรถยนต์แต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย (กระทบความมั่งคั่ง) แถมถ้าหากไม่ได้ซื้อด้วยเงินสด ก็จะต้องมีภาระทางการเงินไปอีกอย่างน้อย 5-7 ปี (กระทบสภาพคล่อง) ดังนั้น “ความจำเป็น” จึงเป็นหัวข้อที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรก

“ทำไม? ถึงต้อง อยากซื้อรถยนต์ เป็นของตัวเอง” ลองหาคำตอบของคำถามนี้ดู

ทั้งนี้คุณไม่ควรซื้อรถ เพราะโปรโมชั่นใดๆ เช่น อย่าซื้อเพราะลดราคา หรือเพราะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอันขาด แต่ให้มองความจำเป็นของชีวิตเป็นที่ตั้ง ถ้าจะให้ดีควรลองเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย หากเราจะเป็นเจ้าของรถสักคันดู แล้วค่อยตัดสินใจ

คำถามที่สอง คือ “หากการมีรถเป็นเรื่องจำเป็น เราควรซื้อรถยี่ห้อไหน รุ่นไหน มือหนึ่งหรือสองดี” ตรงนี้ก็ให้เอาเหตุผลของการซื้อรถในคำถามแรกมาเปรียบเทียบกับสมรรถนะรถในท้องตลาด ว่ารุ่นไหนตรงกับความจำเป็นในการใช้งานของเรา เมื่อรู้วัตถุประสงค์การใช้งาน และรู้สเปคในใจแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ แล้วครับ

2) ความพร้อมทางการเงิน

2.1 เงินดาวน์

ในมุมมองของผม ถ้าหาเงินดาวน์ยังลำบาก ก็อย่าเพิ่งซื้อรถเลยครับ เพราะมันสะท้อนอะไรบางอย่างในตัวคุณอยู่เหมือนกัน สำหรับอัตราเงินดาวน์ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 20-25% เช่น หากต้องการซื้อรถยนต์ราคา 600,000 บาท ก็น่าจะต้องมีเงินเก็บสัก 120,000 บาท (20% x 600,000) เอาไว้เพื่อดาวน์รถ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อสภาพคล่องในการผ่อนชำระ จะได้ไม่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนสูงเกินไปนัก อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาตามหาผู้ค้ำประกันด้วย

2.2. สภาพคล่องหลังเป็นเจ้าของรถ

เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดและเป็นด่านสุดท้ายที่ควรประเมินก่อนมีรถเป็นของตัวเอง เพราะแม้การมีรถยนต์จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคุณ (ผ่านด่านข้อ 1) และคุณเองก็มีเงินก้อนที่จะดาวน์รถได้ แต่หากซื้อรถมาแล้ว ทำให้สภาพคล่องหรือเงินคงเหลือใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่พอ หรือไม่มีเหลือเก็บออมเลย พูดให้ง่ายคือ ดี จำเป็น แต่ยังไม่พร้อม อย่างนี้คุณก็ควรที่จะเลื่อนระยะเวลาการซื้อรถออกไปก่อน

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายหลังการเป็นเจ้าของรถ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเรา ประกอบไปด้วย

ค่าผ่อนชำระกู้ซื้อรถยนต์

ตัวนี้จัดเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุด ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องมากที่สุด และเป็นภาระต่อเนื่องยาวนาน 5-7 ปี ดังนั้น ก่อนที่เราจะซื้อรถ เราควรประเมินเบื้องต้นเสียก่อนว่า “เรามีความสามารถ (ปัญญา) ในการผ่อนชำระเขาได้หรือเปล่า”

วิธีคำนวณก็ง่ายๆ สมมติรถยนต์ที่เราจะซื้อราคา 600,000 บาท เราวางดาวน์ไป 100,000 บาท อีก 500,000 บาท ยื่นกู้ผ่านบริษัทลีซซิ่งคิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 3% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยแล้วแต่ประเภทรถ ระยะเวลาผ่อนชำระ) ผ่อนนาน 5 ปี หรือ 60 งวด ดังนั้นค่างวดผ่อนชำระต่อเดือนของเราก็จะอยู่ที่ 9,583.33 บาท

buy car

เมื่อได้ตัวเลขเงินผ่อนชำระต่อเดือนแล้ว ก็ให้ลองดูสิว่า ถ้าอยู่ดีๆ เราต้องมีรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นอีกราว 9,500 บาท เราไหวหรือเปล่า เงินมันจะพอกินไหม เลี้ยงชีวิตเดือนต่อเดือนได้หรือเปล่า ทั้งนี้ต้องพึงตระหนักไว้ด้วยว่า ค่าใช้จ่ายรายเดือนเกี่ยวกับรถนั้น ไม่ได้มีแค่ค่าผ่อนชำระเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ทางแก้ไขกรณี ค่าผ่อนชำระทำให้สภาพคล่องติดลบ ก็มีอยู่ 2 ทางด้วยกัน นั่นคือ หนึ่ง ใส่เงินดาวน์ลงไปอีก เพื่อให้ผ่อนต่อเดือนน้อยลง หรือไม่ก็ปรับลดเกรดและขนาดของรถที่อยากได้ลงไปบ้าง

ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส และค่าธรรมเนียมการเดินทาง

เมื่อมีรถก็ต้องคิดเรื่องค่าเชื้อเพลิง โดยอาจคิดชดเชยกับค่าเดินทางในปัจจุบันที่จะหายไปเมื่อมีรถยนต์เข้ามา สำหรับรถที่ใช้น้ำมัน หากใช้งานทั่วไป เดือนหนึ่งค่าน้ำมันก็น่าจะตกราว 3,000–4,000 บาท เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเติมแก๊สก็น่าจะประหยัดไปได้พอสมควร นอกจากนี้ อย่าลืมเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถในแต่ละวันด้วย อาทิ ค่าทางด่วน และค่าจอดรถ เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษารถยนต์

สำหรับรถใหม่ป้ายแดงก็อาจสบายใจได้หน่อยในช่วงห้าปีแรก แต่อย่างน้อยก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพและเปลี่ยนถ่ายอะไหล่ตามเวลาและระยะทางอยู่ดี ส่วนรถมือสองอันนี้ก็คงต้องลุ้นกันหน่อย เพราะหากได้เครื่องไม่ดีมา โดยเฉพาะประเภทย้อมแมว ก็อาจต้องเหนื่อยกับค่าใช้จ่ายนี้อยู่เหมือนกัน

ค่าประกันภัย

ค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายรายปี มีทั้งแบบภาคบังคับ และด้วยความสมัครใจ อย่างในกรณีของภาคบังคับ กฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกชนิดต้องทำประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. บุคคลที่ 3 เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่เป็นบุคคลอื่นๆ (ไม่ใช่เจ้าของรถ) ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น

ส่วนในกรณีของประกันภัยภาคสมัครใจ ถือเป็นการช่วยผ่อนหนักเป็นเบา หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขณะขับขี่รถยนต์ ซึ่งค่าเบี้ยประกันจะถูกหรือแพงนั้น ก็จะขึ้นกับประเภทของกรมธรรม์ ประเภทของรถยนต์ รวมถึงอายุของรถยนต์ด้วย

ค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียน

ค่าใช้จ่ายตัวนี้ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับเหมือนกัน เพราะมันก็คือ ภาษีรถยนต์ที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกปี เพื่อต่ออายุป้ายทะเบียนรถ โดยอัตราภาษีจะแตกต่างกันตามขนาดเครื่องยนต์และอายุของรถยนต์

ทั้งหมดนี้ คือ แนวคิดและวิธีการวางแผนซื้อรถยนต์สำหรับบุคคลทั่วไป ลองศึกษาและพิจารณาดูครับว่า คุณจำเป็นต้องใช้รถยนต์หรือไม่ และพร้อมสำหรับการมีรถยนต์เข้ามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตหรือยัง จำไว้ว่า อย่าตัดสินใจซื้อรถเพราะโปรโมชั่นไม่ว่าจากภาครัฐหรือเอกชน หรืออย่าซื้อเพราะถูกและมีของแถมเป็นอันขาด เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะต้องรับภาระจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือ ตัวท่านเองเพียงคนเดียว

พิจารณากันดูดีๆ นะครับ อยากซื้อรถ วางแผนให้ดี ก่อนซื้อกันนะครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here