องศาที่แตกต่าง …

0
236

money-434709_640

ว่ากันว่าคนเราแม้จะมีจุดเร่ิมต้นเดียวกัน แต่หากมีวิถีคิดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เส้นทางชีวิตของพวกเขา ก็จะเร่ิมเบนออกห่างจากกัน เป็นสัดส่วนกับจำนวนรอบของเข็มนาฬิกาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป

และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความแตกต่างก็จะยิ่งชัดเจนมากเท่านั้น

ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงของคนสองคนที่เริ่มทำงาน … ด้วยองศาที่แตกต่าง

นายเอ … ใช้ชีวิตของตัวเองเต็มพิกัด จับจ่ายเพื่อความสุขอย่างเต็มที่ เขาใช้สลิปเงินเดือนเปิดบัตรเครดิต 2 ใบ และสินเชื่อส่วนบุคคลอีก 1 รายการ ตั้งแต่สามเดือนแรกนับจากเริ่มทำงาน

เวลาผ่านไป 1 ปี เอแทบไม่มีเงินเหลือเก็บ จะมีก็แต่เงินสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทหักสะสมไว้ให้

นายบี … ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า จะเก็บเงินให้ได้วันละ 80 บาท เพื่อสะสมไว้เผื่อใช้ฉุกเฉินและลงทุน เมื่อทำงานได้ครบ 6 เดือน เขาใช้สลิปเงินเดือน กู้ซื้อคอนโดขนาดย่อม ราคา 300,000 บาท 3 หลัง เพื่อปล่อยให้เช่า สร้างกระแสเงินสดบวก 3,000 บาท เพิ่มเป็นรายได้ของตัวเอง

1 ปี ผ่านไป บีมีเงินเก็บครึ่งแสน พร้อมกับทรัพย์สินให้เช่าอีก 3 แห่ง

ผ่านพ้นปีที่ 5 ของการทำงาน …

แม้เงินเดือนจะเพิ่มขึ้น แต่เอก็ยังไม่มีเงินเก็บเหมือนเดิม บัตรทุกใบแทบเต็มวงเงิน จนต้องเปิดบัตรเพิ่ม แถมยังใช้โบนัสที่ได้ปลายปี ดาวน์รถยนต์คันแรกให้ตัวเอง ทันทีที่ได้โปรโมชั่นจากรัฐบาล

ในขณะที่บี มีทั้งเงินเก็บจากเงินเดือน โบนัส และส่วนต่างค่าเช่า ร่วมๆ 4 แสนบาท ในปลายปีที่ 5 นี้ บีตัดสินใจขายคอนโดทั้ง 3 ห้อง ได้กำไรจากส่วนต่างมาสบทบเพื่อลงทุนอีกเกือบ 3 แสนบาท

ด้วยสลิปเงินเดือนที่แพงขึ้น และเครดิตทางการเงินที่สั่งสมมา 5 ปี สร้างโอกาสให้บีลงทุนอสังหาฯ รอบใหม่อีกครั้ง ด้วยโมเดลเดิม แต่มูลค่าของทรัพย์สินเพิ่มขึ้น

เขาใช้สลิปเงินเดือนกู้ซื้อบ้านเช่า 2 หลัง ราคาหลังละ 1 ล้านเศษ เก็บค่าเช่าหักค่าผ่อนชำระธนาคาร ได้กำไรรวม 10,000 บาทต่อเดือน โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนของตัวเองเลย

นอกจากนี้เงิน 80 บาทต่อวันที่ดูเหมือนเล็กน้อย ปัจจุบันเขาหักเก็บเพิ่มเป็น 100 บาทต่อวัน และนำไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไว้ทุกเดือน โดยตั้งใจว่า จะใช้เป็นกองทุนสำหรับเกษียณอายุของตัวเอง

จุดเริ่มต้นเดียวกัน ทรัพยากรที่เท่ากัน พาชีวิตทั้งคู่เบนออกห่างจากกันอย่างสิ้นเชิง

น่าสนใจว่า อีก 5 ปีต่อจากนี้ … เรื่องราวของทั้งสองคนจะเป็นอย่างไร

ถ้าวิถีคิดยังเป็นแบบเดิม ผมเชื่อเหลือเกินว่าทุกท่านเดาคำตอบของคำถามนี้ได้ไม่ยาก

เรื่องเล่าในชีวิตจริงข้างต้น คือ เครื่องยืนยันถึงความสำคัญของวิถีคิด หรือ MINDSET ทางการเงินได้เป็นอย่างดี

คนที่มีความรู้ทางการเงิน มีวิถีคิดที่ถูกต้อง รู้จักอดทนรอคอยความสำเร็จ ย่อมได้รับผลลัพธ์ในบั้นปลายที่น่าชื่นใจด้วยกันทั้งสิ้น

ในขณะที่คนซึ่งมีวิถีคิดทางการเงินที่สะเปะสะปะ อยากรวย แต่รักสบาย ก็คงยากที่จะทำได้เหมือนกับที่บีทำ

ทุกครั้งที่เดินสายไปบรรยายให้กับน้องๆว่าที่บัณฑิตตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ผมมักจะบอกกับพวกเขาเสมอว่า “10 ปีแรกของการทำงาน คือ ตัวกำหนดอนาคตทางการเงินของคนเราในอนาคต”

ถ้า 10 ปีที่ว่านี้ ผ่านไปด้วยความว่างเปล่า ไม่ได้สะสมอะไรให้ตัวเองเลย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถในงาน ประสบการณ์ หรือความมั่งคั่ง

คุณก็คงเดาชีวิตตัวเองในอีก 40-50 ปีได้ไม่ยาก

แต่ตรงกันข้าม หากน้องๆ ใช้ช่วงเวลาสำคัญนี้ สร้างความรู้ สั่งสมประสบการณ์ และสะสมความมั่งคั่งไว้เป็นพื้นฐานอย่างเพียงพอ

ชีวิตของน้องก็จะได้รับรางวัลที่คุ้มค่า และควรคู่กับความตั้งใจและพยายามดีดีกับชีวิต

เริ่มให้ถูกต้อง ก้าวเดินด้วยความอดทน การตัดสินเรื่องใดๆในชีวิต ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

และเมื่อน้องเดินมาไกลมากพอ … น้องจะเริ่มเห็นองศาที่แตกต่าง

เมื่อถึงวันนั้น น้องจะขอบคุณตัวเองที่คิดและเดินถูกต้องตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
———————————————————————————————————————-
ติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ www.moneycoach.in.th

SHARE
Previous articleเทปสัมภาษณ์มันนี่โค้ช รายการ Wealthy D.I.Y.
Next articleของเล่นเก่า …
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here