หุ้นตอนนี้ … น่าซื้อแล้วหรือยัง

0
367

dollar-544956_640

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หุ้นบ้านเราตกแล้วตกเล่า สิริรวมแล้วร่วม 100 จุด

ท่ามกลางข่าวร้ายทั้งทางด้านด้านเศรษฐกิจและการลงทุนที่สาดกันเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจถดถอย (ทางเทคนิค) รวมไปถึงภาวะหนี้ครัวเรือนที่เริ่มส่งผลกระทบถึงบริษัทจดทะเบียน จนทำให้ไตรมาส 2 หลายบริษัทมีกำไรที่ลดลง

คำถามหนึ่งที่พบมากในช่วงนี้ ก็คือ หุ้นตกขนาดนี้ ซื้อได้หรือยัง

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ว่า หุ้นมันจะตกมากหรือน้อย และไม่เคยเอาอาการตกมากตกน้อยของหุ้นมาเป็นตัวตัดสินใจลงทุนเลย

ในมุมมองของผม หุ้นจะน่าซื้อน่าลงทุนก็ต่อเมื่อ เราได้ศึกษาและวิเคราะห์ธุรกิจนั้นๆเป็นอย่างดีแล้วว่า

1. เป็นธุรกิจที่ดี
2. มีอนาคต
3. ราคาเข้าท่า

คำว่า “ธุรกิจที่ดี” หมายถึง เป็นธุรกิจที่มีผลประกอบการที่ดี มีกำไรจากการดำเนินงานทุกปี และมีกำไรเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ อาจมีมากบ้างน้อยบ้าง แต่ในระยะ 3-5 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอด อย่างนี้ถือว่าแจ๋ว

โดยปกติ ธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง ก็มักจะมีลักษณะพิเศษที่เรียกกันว่า มี “ความสามารถในเชิงแข่งขัน” (Competitive Advantage) ที่สูงกว่าคู่แข่งร่วมธุรกิจ หรืออาจถึงระดับ “ผูกขาด” (Consumer Monopoly) ในกลุ่มธุรกิจนั้นๆได้

นอกจากมีกำไรต่อเนื่องแล้ว อาจต้องพิจารณาอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น หรือ ROE ประกอบไปด้วย เพราะหากบริษัททำกำไรได้มาก แถมคิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นแต่ละคนได้สูง อันนี้ยิ่งเจ๋งกันไปใหญ่ (โดยปกติผมจะมองธุรกิจที่ ROE สัก 18-20 เปอร์เซ็นต์)

ที่จริงยังมีมิติต้องพิจารณาอีกพอสมควร อาทิ โครงสร้างเงินทุน (อัตราหนี้สินต่อทุน) และอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ ซึ่งอันนี้ผมขอยกให้เป็นหน้าที่ของผู้ลงทุนที่จะต้องทำความเข้าใจกันเอาเอง

คำว่า “มีอนาคต” หมายถึง ธุรกิจที่จะลงทุนอยู่ใน “ขาขึ้น” (ขาขึ้นจริงๆนะ ไม่ใช่ “ขาขึ้นหน้าผาก” 555) โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเมกาเทรนด์ทั้งหลาย อาทิ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ 3G ทีวีดิจิตัล ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเมือง (ธุรกิจค้าปลีก) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ (โรงพยาบาล) เป็นต้น

การลงทุนในธุรกิจที่เป็นขาขึ้นนั้น ทำให้ง่ายที่ธุรกิจนั้นๆ จะเติบโต ยิ่งเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงอยู่แล้ว ยิ่งโตเร็วไปกันใหญ่เลยครับ

ส่วนเรื่องที่สำคัญเป็นลำดับสุดท้าย นั่นคือ “ราคาเข้าท่า” นั้น ผมหมายถึง ราคาที่ทำผลตอบแทนการลงทุนให้เราในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งผมมองว่าหากลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนสัก 10-15% ทบต้นไปเรื่อยๆ ก็น่าจะพอไหว

ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ถูกที่สุด ราคาต่ำสุด แค่ระดับที่ว่านี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้คุณมั่งคั่งร่ำรวยได้แล้วครับ

ในเรื่องของราคานี้ หากคุณประเมินราคาเป็นก็ถือว่าเยี่ยม แต่ถ้าประเมินราคาเองไม่เป็น การใช้ค่าอัตราส่วนสำคัญ อย่าง P/E ก็พอจะทำให้ลงทุนได้แล้วครับ โดยส่วนตัวผมมองเร็วๆว่า ถ้า P/E ไม่เกิน 20 ก็น่าจะพอลงทุน สะสมหุ้นกันไปได้ (มองที่การเป็นเจ้าของกิจการในระยะยาว)

อย่าลืมว่า ธุรกิจที่ดี อาจเป็นการลงทุนที่ไม่ดีก็ได้ หากเราซื้อธุรกิจนั้นในราคาที่แพงเกินไป

โดยสรุป หากคุณสนใจจะลงทุนในหุ้น จงอย่าได้ไปสนใจเลยว่า สภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร ขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน สนใจแค่ตัวธุรกิจที่คุณต้องการจะลงทุนเป็นพอ ว่ามันดีหรือไม่ดี

อย่าโยนเงินตามคำแนะนำของคนอื่น โดยที่คุณไม่ได้รู้จักหุ้นหรือธุรกิจนั้นเลย

ถ้าทำเช่นนั้น … สิ่งที่คุณทำมันก็ไม่ต่างอะไรกับการพนันหรอก จริงมั๊ยครับ

High Understanding, High Returnยิ่งคุณรู้จักและเข้าใจในสิ่งที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งทำเงินจากมันได้มากเท่านั้น

พบกันฉบับหน้าครับ

———————————————————————————————————————————–
คอร์สสัมมนา MONEY FITNESS วางแผนการเงินให้รวยด้วยตัวเอง เปิดรับสมัครรุ่น 12 แล้ว เรียนวันที่ 12-13 ตุลาคม 2556 สนใจรายละเอียดติดตามได้ที่ www.moneycoach.in.th

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here