สภาพคล่องดี

1
830

“หากชีวิตยังขาดสภาพคล่อง จงอย่าฝันไกลถึงความมั่งคั่ง” 

ในครั้งก่อน ผมได้ให้คุณผู้อ่านลองตรวจสอบสุขภาพทางการเงินกันไปแล้ว ในสัปดาห์นี้ เราจะมาคุยกันถึงสุขภาพทางการเงินในแต่ละด้าน โดยเริ่มกันที่ “สภาพคล่องดี”

“สภาพคล่อง” เป็นสภาวะทางการเงินขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป ซึ่งก็มีทั้งสภาพคล่องที่ดีและไม่ดี โดยลักษณะของคนที่มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีนั้น จะต้องมีรายได้เพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอยตามรูปแบบชีวิตที่ต้องการ และมีเงินเหลือสะสมเพื่อเป้าหมายทางการเงินในอนาคต

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกันแล้ว สภาพคล่องทางการเงินนั้นมีความผูกพันกับชีวิตประจำวันของคนเรามากกว่าเรื่องของความมั่งคั่งเสียอีก เพราะมันคือการเคลื่อนไหวของเงินในแต่ละวัน เมื่อมีรายรับก็มีเงินเข้ากระเป๋า เมื่อมีรายจ่ายก็มีเงินไหลออกจากกระเป๋า เป็นอย่างนี้อยู่ทุกวันตัั้งแต่เกิดจนเราตาย

หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า เราจัดการรายจ่ายให้สอดคล้องกับรายรับได้ดีแค่ไหน?

[   ] มีเงินใช้เพียงพอทุกเดือนหรือไม่? และ

[   ] มีเงินเหลือเก็บถึง 10 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า

ถ้าคำตอบของคำถามทั้งสองข้อข้างต้น คือ “ใช่” ท่านก็สามารถมองข้ามเรื่องสภาพคล่องดี ไปดูที่สุขภาพทางการเงินด้านถัดไป นั่นคือ “ปลอดหนี้จน” ได้เลย

แต่หากคำตอบของคำถามข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งสองข้อ คือ “ไม่ใช่” วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีฟื้นฟูสภาพคล่องกันครับ

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันสักเล็กน้อยว่า “สภาพคล่องดี” นั้นเกิดจากการมีรายรับมากกว่ารายจ่ายและมีเงินเหลือเก็บอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ หรือใช้จ่ายไม่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ของรายรับ

รายรับ – รายจ่าย (90%)  = เงินเก็บ (10%)

จากสมการข้างต้น คนเราจะมีปัญหาสภาพคล่องก็ต่อเมื่อ มีรายได้น้อยเกินไป หรือมีรายจ่ายมากเกินไป ดังนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง ก็มีวิธีการง่ายๆ อยู่ด้วยกัน 2 วิธี นั่นคือ การเพ่ิมรายรับ และลดรายจ่าย หรือหากอยากแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น ก็อาจใช้ทั้งสองวิธีไปพร้อมๆกันเลยก็ได้

สำหรับทางเลือกแรก คือ การเพ่ิมรายได้นั้น วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อเพ่ิมกระแสเงินสดให้เข้ามาในกระเป๋าเรามากขึ้น หรือเพ่ิมช่องรายรับให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้รับมือกับค่าใช้จ่ายที่ตึงตัวอยู่ในปัจจุบันได้

ทั้งนี้ทางเลือกในการสร้างรายได้นั้นก็มีอยู่มากมาย อาทิ การทำงานล่วงเวลา รับจ้างทำงานตามความรู้ความเชี่ยวชาญที่เรามี หรือสร้างธุรกิจส่วนตัว ฯลฯ

ประเด็นสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องโดยการเพ่ิมรายได้ก็คือ อย่าเพ่ิมกระแสเงินสดหรืออัดฉีดสภาพคล่องให้กับตัวเองด้วยการ “กู้เงิน” เป็นอันขาด เพราะการกู้เงินเป็นการสร้าง “หนี้สิน” ซึ่งจะเป็นการเพ่ิม “รายจ่าย” ต่อเดือนที่มากอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น ทำให้เราต้องหารายได้ให้มากขึ้นอีก

จากประสบการณ์ของผมพบว่า ใครก็ตามที่เข้าสู่วังวน “กู้เงินประทังชีวิต” แล้วละก็ ยากที่จะพ้นสภาพปัญหานี้ไปได้ ไม่เชื่อก็ลองดูตัวอย่างคนที่กดบัตรเงินสดออกมากินข้าวดูสิว่า สุดท้ายแล้วชีวิตของพวกเขาลงเอยอย่างไร

อีกส่ิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ คนเราเมื่อมีรายรับเพิ่มขึ้น ก็มักจะสร้างรายจ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาสภาพคล่องได้เช่นกัน

สำหรับทางเลือกลดรายจ่ายนั้น ต้องพิจารณาให้ดีว่าเราควรลดรายจ่ายประเภทใด เพราะรายจ่ายมีอยู่ด้วยกันสองลักษณะ นั่นคือ รายจ่ายคงที่ และรายจ่ายผันแปร

รายจ่ายคงที่นั้นเป็นรายจ่ายอันเกิดจากภาระทางการเงินหรือหนี้ อาทิ ค่าผ่อนบ้าน ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถยนต์ หนี้สาธารณูปโภค (ไฟฟ้า นำ้ประปา โทรศัพท์ เคเบิ้ล อินเทอร์เน็ต ฯลฯ) ค่าผ่อนชำระบัตรเครดิตและเงินกู้ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นรายจ่ายที่มาเป็นประจำทุกเดือน หากทำสัญญาใช้บริการไปแล้ว การปรับลดค่าใช้จ่ายทำได้ยาก

ส่วนรายจ่ายผันแปรนั้น เป็นรายจ่ายที่เราบริหารหรือควบคุมได้มากกว่า โดยสามารถปรับเพิ่มลดได้ตามความเหมาะสม เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายสันทนาการ และอื่นๆ

คำถามมีอยู่ว่า หากเราต้องการเพ่ิมสภาพคล่องทางการเงินด้วยการปรับลดค่าใช้จ่าย เราควรปรับลดค่าใช้จ่ายกลุ่มใด ระหว่างค่าใช้จ่ายคงที่ กับค่าใช้จ่ายผันแปร

คุณผู้อ่านลองคิดเล่นๆ ดูครับ

หลักคิดง่ายๆ ก็คือ สภาพคล่องดีเป็นสภาวะที่เราต้องการอยู่ในทุกขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ ไม่ใช่เดือนนี้คล่อง เดือนหน้าไม่คล่อง สลับกันไปอย่างนี้ ก็คงจะมั่งคั่งยาก ย่ิงหากแก้ไขปัญหาผิดวิธี กู้เงินคนอื่นมาประทังปัญหา ก็จะกลายเป็นการพาตัวเองเข้าสู่กับดักทางการเงินในที่สุด

การลดค่าใช้จ่ายผันแปรเป็นการแก้ปัญหาได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เช่น หากเดือนนี้เรากินอยู่ประหยัด ก็อาจมีสภาพคล่องขึ้นมาได้ แต่มันไม่ได้ทำให้ปัญหาสภาพคล่องหมดไปอย่างถาวร เพราะเมื่อถึงเดือนหน้ารายจ่ายตั้งต้นจากหนี้ของเราก็ยังสูงเหมือนเดิมอยู่ดี

ดังนั้นหากต้องการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง เราต้องจัดการกับค่าใช้จ่ายคงที่ โดยกลับไปพิจารณาหนี้แต่ละรายการดูว่า หนี้อะไรที่พอจะลดหรือปลดไปได้บ้าง ทั้งนี้แนวทางในการเลือกจัดการกับหนี้รายการใดก่อนหลังนั้น ไม่มีผิดไม่มีถูกแต่อย่างใด ขึ้นกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล เช่น หากเราขาดสภาพคล่อง 5,000 บาทต่อเดือน ก็ควรเลือกลดภาระหนี้รายการใหญ่ก่อน อย่างเช่น บ้าน รถยนต์หรือบัตรเครดิต แทนที่จะมองแค่การลดแพคเกจโทรศัพท์มือถือ หรือลดจุดติดตั้งเคเบิ้ลทีวี เป็นต้น

ทั้งนี้การแก้ปัญหาด้วยการลดค่าใช้จ่ายนั้น ค่อนข้างเป็นวิธีที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบและวิถีชีวิตพอสมควร เช่น หากบ้านคือต้นเหตุแห่งปัญหาสภาพคล่อง ก็อาจต้องขายบ้าน แล้วเปลี่ยนมาเช่าบ้านคนอื่นอยู่แทน เป็นต้น

โดยสรุป การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและวินัยทางการเงินที่ดีของผู้ประสบปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น เพราะระหว่างการแก้ไขปัญหา อาจทำให้คุณต้องพบกับความยากลำบากในการดำรงชีวิตในบางช่วงบางเวลา   แต่หากอดทนและตั้งใจจริง ก็จะสามารถพัฒนาความรู้และนิสัยทางการเงินใหม่ให้กับตัวเอง เพื่อจะเป็นรากฐานสู่ความมั่งคั่งในอนาคตได้

SHARE
Previous articleตรวจสอบสุขภาพการเงินตัวเอง
Next articleปลอดหนี้จน
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here