วางแผนรับมือ “ความเสี่ยง”

0
147

สถานการณ์น้ำท่วมในบ้านเราน่าจะยังเรียกได้ว่าไม่พ้นจากวิกฤต เพราะดูเหมือนความเดือดร้อนในพื้นที่ที่ประสบปัญหายังไม่ค่อยบรรเทาเบาบางลงไปเสียเท่าไหร่ ส่วนพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกผลกระทบ (แต่มีแนวโน้ม) ก็ดูวุ่นวายไม่แพ้กัน เพราะที่ผ่านมา การบริหารจัดการข่าวที่ภาครัฐสื่อสารกับประชาชนนั้น ดูสับสน และไม่่ค่อยจะตรงกัน ในพื้นที่เดียวกัน ผู้เกี่ยวข้องบางท่านบอกว่าไม่น่าเป็นห่วง แต่อีกไม่กี่ชั่วโมง กลายเป็นต้องอพยพไปเสียแล้ว

พูดถึงการลุ้นว่าจะท่วมหรือไม่ท่วม ผมชอบประโยคที่คุณตัน ภาสกรนที เจ้าของโออิชิให้สัมภาษณ์ก่อนที่น้ำจะท่วมเข้าโรงงานของแกว่า ก่อนยังไม่ท่วมก็กังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับ พอท่วมแล้วกลับกลายเป็นโล่ง เหลือแต่ปัญหาที่ต้องแก้ ไม่เหลือความกังวลอีกต่อไป (เรียบเรียงจากคำพูดคุณตัน)

คนที่คิดบวก ก็ยังคิดบวกได้ตลอด อย่างนี้นี่เอง ชีวิตและธุรกิจถึงประสบความสำเร็จ

กลับมาที่คนกรุงเทพ ณ วันที่เขียนบทความอยู่นี้ ได้รับผลกระทบแล้วบางพื้นที่ และยังมีอีกหลายพื้นที่รอดูสถานการณ์ว่า หากวันที่ 15-17 ตุลาคม ทุกอย่างมันบรรจบกันจริง (ฝนตกหนัก น้ำเหนือไหลลงมา บวกกับนำ้ทะเลหนุน) จะเกิดอะไรขึ้น

เท่าที่ดูคนรอบๆ ตัว ส่วนใหญ่จะกังวลรอฟังข่าว หลายคนยอมรับตามตรงว่านอนไม่หลับ และมีอีกหลายคนที่เริ่มจะเลิกกังวลไปแล้ว จะมายังไงก็มา ว่ากันอย่างนั้น

จะว่าไปชีวิตคนเรานั้นมีเรื่องของ “ความเสี่ยง” วิ่งเข้ามาหาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงบาดเจ็บ รวมไปถึงสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง เรียกได้ว่าในทุกจังหวะก้าวของชีวิต เรามีโอกาสพบกับภัยที่อาจส่งผลกระทบกับ “เงินทอง” ของเราได้อยู่ตลอดเวลา

เจ็บป่วย บาดเจ็บก็เสียเงิน มีอุบัติเหตุ มีภัยธรรมชาติก็เสียเงิน บางครั้งภัยบางอย่างไม่ได้เกิดกับเรา แต่เกิดกับคนที่เรารัก เช่น พ่อแม่เจ็บป่วย อย่างนี้ก็สามารถกระทบกับกระเป๋าสตางค์ของเราได้เหมือนกัน

อย่างเรื่องน้ำท่วมที่คนกรุงเทพส่วนใหญ่กังวล หากมองกันลึกๆ แล้ว เราไม่ได้ห่วงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิตกันหรอก เพราะน้ำท่วมกรุงเทพอาจจะโชคดีอยู่บ้างที่ไม่ร้ายแรงเท่ากับที่พี่น้องในต่างจังหวัดได้รับ แต่เมื่อมองลึกลงไปในความกังวลแล้วจะพบว่า เราห่วงทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นบ้านรถยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆภายในบ้านเสียหายมากกว่า (อาจมีอันตรายจากโรคและสัตว์มีพิษบ้าง) เพราะหากบ้านหรือรถเราจมน้ำ ก็คงหนีไม่พ้นต้องควักกระเป๋ากันอีกพอสมควรเลยทีเดียว

ในมุมมองของการบริหารจัดการความเสี่ยง หากรู้แน่แล้วว่าเรามีโอกาสได้รับผลกระทบจากภัยที่กำลังจะเข้ามา (อย่างในกรณีนี้คือ น้ำท่วม) สิ่งแรกที่เราควรทำก็คือ เลิกกังวล แล้วตั้งสติบริหารจัดการปัญหาไปจะดีกว่า โดยแนวทางในการรับมือกับภัยที่จะเข้ามานั้น ก็จะมีอยู่ด้วยกัน 4 วิธีการ นั่นคือ

  • หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งก็หมายถึง การไปให้ห่างจากภัยนั้นเลย อย่างกรณีภัยนำ้ท่วมที่จะเกิดกับรถยนต์ เราก็สามารถเลือกใช้วิธีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ โดยไปหาที่จอดรถที่อยู่ในพื้นที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึง อย่างนี้รถยนต์ของเราก็สามารถหลีกหนีจากภัยน้ำท่วมได้ (แต่อาจเกิดความเสี่ยงอันใหม่จากภัยโจรกรรม 555) แต่ถ้าเป็นกรณีของบ้าน เราอาจหลีกเลี่ยงภัยนำ้ท่วมไม่ได้ เพราะเราเอาบ้านหนีไปไหนไม่ได้ (คราวหน้าจะซื้อบ้าน อาจต้องตรวจสอบแนวกั้นน้ำกันแล้ว) ดังนั้นในกรณีนี้ เราจึงควรเลือกวิธีการอื่น
  • ลดความเสี่ยง หมายถึง การลด “โอกาสในการเกิดปัญหา”​ หรือ “ผลกระทบจากปัญหา” อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน เพื่อให้ระดับของความเสี่ยงของปัญหาลดลง อย่างกรณีน้ำท่วมบ้านเรือนในกรุงเทพ การลดโอกาสในการเกิดปัญหาคงเป็นหน้าที่ของทางภาครัฐเขา ส่วนเราทำได้ในส่วนของการลด “ผลกระทบ” ท่วมไม่ท่วม มาไม่มา ถึงไม่ถึง ถ้ากลัวก็ก่อผนังกั้นน้ำ วางกระสอบทราย หรืออะไรก็ได้ไปตามเรื่อง โจทย์ง่ายๆ คือ “เจ็บให้น้อยที่สุด” เท่านั้นเอง

เรื่องนี้เห็นบางคนเล็งกันอยู่นั่นแหละ บางทีก็หันไปมองชาวบ้านเขาด้วย คนอื่นเขายังไม่กลัวเลย เรากลัวอะไร มาก่อผนังกั้นอยู่บ้านเดียวในซอย อันนี้ผมมองว่า อยู่ที่การประเมินความเสี่ยงของแต่ละครอบครัว เขาไม่กลัว ก็ปล่อยเขา เรากังวล เพราะถ้าโดนแล้วไม่คุ้มเสีย ก็ทำไป ไม่ต้องคิดมากครับ

  • โอนความเสี่ยง คือ การโอนภาระทางการเงินที่เกิดจากภัยให้กับบุคคลที่สาม รูปแบบหนึ่งที่เห็นกันบ่อยที่สุดในบ้านเรา ก็คือ “การประกัน” แต่สำหรับน้ำท่วม บ้านเรายังไม่เห็นประกันในลักษณะนี้ ย่ิงถ้าเป็นทรัพย์สินอย่างบ้านและรถยนต์ ส่วนมากจะเป็นประกันอัคคีภัย โจรกรรม และอุบัติเหตุมากกว่า แต่ไม่แน่ครับหลังจากปีนี้ เราอาจได้เห็นกรรมธรรม์ลักษณะนี้กัน และเชื่อว่าค่าเบี้ยประกันก็คงแพงตามความเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ท่วมหนักในปีนี้

การโอนความเสี่ยงนี้ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบ่งเบาการรับภาระผลกระทบได้ดีเหมือนกัน ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าประกันแล้วจะไม่โดนภัยมาเยือน แต่การประกันช่วยให้เราสามารถรับมือกับผลกระทบได้ดีขึ้น สำหรับภัยที่ควรทำประกันนั้น ควรเป็นภัยที่หากเกิดแล้ว มีผลกระทบทางการเงินสูงๆ

  • รับความเสี่ยงไว้เอง คือ การมองว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้น อยู่ในเกณฑ์ที่เรายอมรับได้ หรือหากเกิดภัยขึ้นจริง ก็สามารถรับมือกับความเสียหายทางการเงินได้เอง ตรงนี้ต่างจากการอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร เพราะการรับความเสี่ยงไว้เองนั้น ต้องเกิดจากการวิเคราะห์แล้วว่า ภัยที่กำลังจะเข้ามานั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของเราแต่อย่างใด และมักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของการบริหารความเสี่ยงอยู่เสมอ

อย่างในกรณีน้ำท่วมหากเราเอารถยนต์ไปไว้ท่ีสูงก็แล้ว (หลีกเลี่ยงความเสี่ยง) ก่อกำแพง วางกระสอบทราย และขนย้ายของหนีขึ้นชั้นสองก็แล้ว (ลดความเสี่ยง) ทรัพย์สินแพงๆที่พอจะทำประกันได้ ก็จัดการหมดแล้ว (โอนความเสี่ยง) ที่เหลือก็คงต้องรับความเสี่ยงจากการเสียหายและบาดเจ็บกันเอาเอง พูดให้ง่ายก็คือ หากได้รับภัยนอกเหนือจากการป้องกัน ก็ต้องจ่ายที่เหลือเองทั้งหมด

แต่อย่างที่เรียนไว้แล้วว่า การจะรับความเสี่ยงไว้เองนั้น ต้องเกิดจากการประเมินสถานการณ์ทั้งหมดไว้แล้ว โดยอาจต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้บ้างเล็กน้อย แล้วดูสิว่า หากเกิดภัยแล้วเรายังรับไหวหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ให้ใช้อีก 3 ทางเลือกไปก่อน

นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าการบริหารความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใด วิธีการหนึ่ง แต่ควรที่จะใช้ผสมผสานกัน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยที่มองเห็นอยู่ข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์

สุดท้ายแล้ว “ภัย” อาจเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ในการดำรงชีิวิตประจำวัน เพียงแต่ในบทความข้างต้นผมยกตัวอย่างภัยนำ้ท่วม เพื่อใช้ประกอบการให้ความรู้ในเรื่องบริหารความเสี่ยงเท่านั้น เพราะในแต่ละวัน เราอาจยังต้องพร้อมรับมือกับการเจ็บป่วย บาดเจ็บ อุบัติเหตุ และภัยอื่นๆ อีกนานับประการ สิ่งสำคัญของการดำรงชีวิต จึงมิใช่การสวดภาวนาให้ชีวิตไม่ต้องพบกับภัยใดๆ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่และพร้อมรับมือกับทุกภัยที่อาจผ่านเข้ามาในชีวิตได้ตลอดเวลาต่างหาก

ถ้าเราเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยง เราจะไม่เสียเวลากับการพร่ำบ่นกับสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่จะใช้สติปัญญาพินิจพิเคราะห์ “โอกาส”​ และ “ผลกระทบ”​ ของภัยแต่ละประเภทที่อาจผ่านเข้ามาในชีวิต และหาวิธีรับมือกับมันอย่างเหมาะสม

เพราะชีวิตเป็นของเรา เราต้องดูแลตัวเอง

พบกันฉบับหน้าครับ

SHARE
Previous articleพูดคุยรายละเอียดโครงการ Money Fitness Program
Next articleวิกฤติของคนส่วนใหญ่ โอกาสของใครบางคน
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here