ระวังถูกหลอกขายของช่วงปลายปี

2
278

 

ช่วงส่งท้ายปลายปีเช่นนี้ มักเป็นเทศกาลขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยใช้ประเด็นเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีมาเป็นสิ่งจูงใจกันเป็นประจำทุกปี

ปีนี้ก็คงอีกเช่นกัน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เร่ิมทยอยออกโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดความสนใจจากประชาชนคนทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทางเลือกทางการลงทุนไม่มากนัก

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มักจะหยิบยกเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีมาช่วยกระตุ้นยอดขาย ก็ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และประกันชีวิต (หลังๆ ผมพบว่าพวกบ้านจัดสรรก็เล่นมุขนี้เหมือนกัน แต่ปีนี้คงยาก เพราะบ้านโดนน้ำท่วมกันเยอะ)

ประเด็นที่ผมอยากหยิบมาพูดคุยกันในวันนี้ก็คือ จงอย่าซื้อ (หรือลงทุน) ในผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพียงเพราะ “สิทธิประโยชน์ทางภาษี” เพราะนั่นไม่ใช่แก่นของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คุณเลือกซื้อเลย

เร่ิมกันที่กองทุนรวมก่อน เข้าหน้าหนาวทีไร สองกองทุนอย่าง RMF และ LTF จะขายกันกระหน่ำทุกที ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก็ฉลาด อัดของแถม อัดโปรโมชั่นกันใหญ่ ปัจจุบันเล่นกันหนักถึงขั้นมีการให้รูดซื้อกองทุนผ่านบัตรเครดิต แถมบางแห่งมีเงินคืน (Cash Back) กันด้วย

ปัญหาหลักๆ ของการลงทุนในสองกองทุนดังกล่าวก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ซื้อยังไม่ค่อยเข้าใจกันเลยว่ามันคืออะไร ประโยคที่ผมมักจะได้ยินเวลาไปบรรยายตามบริษัทต่างๆก็คือ “ซื้อ LTF สิ ปีที่แล้วผมซื้อ ได้เงินคืนภาษีตั้งแยะ” เท่านั้นแหละครับที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

ทั้งนี้สิ่งแรกที่คนเราควรจะมองเมื่อคิดจะ “ลงทุน” ไม่ใช่เรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่เป็นเรื่องของผลตอบแทนการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมาย และแผนการเงินของตัวเอง คำถามง่ายๆ ของผมก็คือ เงินที่คุณลงทุนใน RMF และ LTF นั้น คุณมีแผนการอย่างไรกับเงินก้อนนี้ ถ้าบอกว่าต้องการเก็บออมไว้ยามเกษียณ ผมก็คงต้องถามว่า แล้วเป้าหมายเกษียณของคุณเป็นอย่างไร ต้องการเงินเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ปัจจุบันคุณมีการออมเพื่อการเกษียณจากแหล่งอื่นหรือไม่ (บางคนมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับทางบริษัท ยังไม่เคยจำได้เลยว่ามีเงินสะสมอยู่เท่าไหร่) และถ้ามองกลับมาที่การลงทุนในวันนี้ที่คุณกำลังจะจ่ายเงินไปนั้น มันเป็นจิ๊กซอว์ของเป้าหมายเกษียณของคุณหรือไม่

เกือบร้อยเปอร์เซนต์ของกลุ่มที่ซื้อกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ มักไม่ทราบว่าเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง คือ อะไร เพียงเท่านี้ก็จบแล้วครับ เพราะนั่นหมายความว่าคุณกำลังซื้อการลงทุนที่คุณไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย คิดว่ามีอยู่บ้าง ซื้อไปแล้ว ก็น่าจะพออุ่นใจ ยิ่งพอเจอสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นตัวเร้าอีก ก็ยิ่งง่ายต่อการตัดสินใจเข้าไปอีก

บางคนคิดเอาว่าอย่างน้อย “สิทธิประโยชน์ทางภาษี” ก็น่าจะเป็นเกราะป้องกันการขาดทุนได้บ้าง การคิดและมองการลงทุนแบบนี้ถือเป็นวิธีคิดที่ “มักง่าย” ต่อการลงทุนอย่างมากครับ เพราะมันไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะป้องกันการขาดทุนของคุณได้จริง ไม่เชื่อลองถามคนที่จำเป็นต้องถอนเงินออกจากกองทุนเพื่อการเกษียณมาใช้ ในช่วงปลายปี 2008-2009 ดูก็ได้ ใครถือพวกกองทุนหุ้นในช่วงเวลานั้น มองดูตัวเลขในบัญชีแล้ว ใจแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม สิทธิประโยชน์ทางภาษีแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ครับ

ในปีนี้ กองทุนที่ลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง LTF ปีนี้ต้องถือว่าเป็นปีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระดับสูงคงตัวจากปีก่อน แม้จะมีหวือหวาช่วงไตรมาส 3 บ้าง แต่สุดท้ายก็มาอยู่ที่ระดับ 1,000 จุด เรียกได้ว่า ราคาหุ้นในตลาดตอนนี้สูงกันถ้วนหน้าเลยครับ ดังนั้นถ้าซื้อกองทุนที่ลงทุนในหุ้นปีนี้ ไม่มีคำใดอธิบายการกระทำดังกล่าวได้ง่ายไปกว่าคำว่า “ซื้อแพง”

สำหรับกลุ่มประกันชีวิตนั้น ภาษีถือเป็นเครื่องมือในการขายที่ยอดเยี่ยมอีกตัวหนึ่ง ตัวแทนประกัน (หรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่า “ที่ปรึกษาทางการเงิน”) มักใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีคำนวณเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนรวมไปด้วยเสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผลตอบแทนมันดูเยอะ ดูน่าสนใจที่จะลงทุน

จะว่าไปแล้วเพียงแค่การโฆษณาที่ไม่จริงใจ อย่างเช่น ผลตอบแทนตลอดอาุยกรรมธรรม์ 220% เพียงเท่านี้ก็คือว่าใช้ไม่ค่อยได้แล้วครับ เพราะหากคิดเรื่องของผลตอบแทน เราควรมองกันเป็นปี หรือที่เรียกว่า อัตราผลตอบแทนต่อปี จะทำให้เกิดมุมมองเปรียบเทียบทางเลือกเพื่อการลงทุนได้ดีกว่า

แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ การทำให้คนมองคำว่า “ประกัน” ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยง กลายเป็นเครื่องมือการลงทุน ซึ่งมันผิดวัตถุประสงค์ของเครื่องมือโอนความเสี่ยงชนิดนี้ไปอย่างไม่น่าให้อภัย

ครั้งหนึ่ง ผู้เข้าร่วมสัมมนาของผมท่านหนึ่ง เอากรรมธรรม์สองฉบับที่ทำให้ลูกสองคน มาให้ผมดู แล้วบอกว่าทำไมบริษัทประกันเอาเปรียบแบบนี้ เพราะเขาลองพิจารณานำเบี้ยประกัน 15 ปีมารวมกันดูแล้ว พบว่ามีมูลค่าเกินกว่าทุนประกันที่เขาทำไว้กว่า 30% ที่สำคัญก็คือ นี่ไม่ใช่รายแรกและรายเดียวที่ผมพบจากการทำงานในด้านนี้

คำถาม คือ ความไม่เข้าใจดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไร แน่นอนว่าผู้ซื้อก็รับความผิดไปส่วนหนึ่ง เนื่องจากซื้อหาอะไรไม่ได้ดูเลยว่าวัตถุประสงค์ของตัวเอง คือ อะไร ทำไมต้องประกันความเสี่ยง หลายคนซื้อประกันชีวิตทั้งที่ไม่มีความเสี่ยงทางการเงิน หากเกิดการสูญเสียชีวิตเลยแม้แต่น้อย

แต่ทั้งนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บริษัทประกันและตัวแทนก็ต้องรับผิดชอบต่อความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนี้เช่นกัน แม้จะพยายามสร้างและพัฒนาวิธีการขายให้เป็นแบบที่ปรึกษาทางการเงินแล้วก็ตาม แต่นั่นก็แฝงมาด้วยความต้องการในการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินอยู่เช่นเดิม

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าบริษัทประกัน ตัวแทน และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนคงไม่คิดอยากแก้ปัญหานี้เท่าใดนัก เพราะตอนนี้มันคงไม่ใช่ปัญหาของพวกเขาต่อไปอีกแล้ว วิธีป้องกันปัญหาง่ายๆของพวกเขา หากเกิดปัญหากับการลงทุนของพวกเราก็คือ การทิ้งท้ายประโยคสำคัญในหนังสือชี้ชวนลงทุนที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาการลงทุนก่อนตัดสินใจทุกครั้ง”

หนทางที่ดีกว่าในการแก้ไขปัญหานี้ก็คือ คุณและผม เราๆท่านๆ นี่แหละที่ควรจะต้องพัฒนาความรู้ทางการเงิน และเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ได้อย่างเหมาะสม

อย่าซื้อเพราะของแถมและเงินภาษีคืน ทั้งนี้ ผมไม่ได้บอกว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ซื้อไม่ได้ เพียงแต่บอกว่าต้องใช้ให้เป็น ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของแต่ละคนเท่านั้นเอง

ท้ายที่สุด หากท่านตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินดังกล่าวข้างต้นเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปแล้ว ก็อย่าไปคิดอะไรมาก ส่ิงสำคัญที่ต้องทำประการถัดมาก็คือ การบริหารเงินภาษีคืนให้ดี ด้วยการนำไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งเพ่ิม อย่าไปคิด ไปติว่ามันเป็นเงินเพียงเล็กน้อย มิฉะนั้นเงินภาษีคืนที่ได้ก็จะไม่มีประโยชน์ต่อการเกษียณอายุของท่านโดยสมบูรณ์ตามเจตนารมย์ แต่จะเป็นเพียงการลงทุนเพื่อหาเงินใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่านั้นเอง

2 COMMENTS

  1. เมื่อบริษัทส่งไปรับการอบรมในหลักสูตร Investment Planner
    ผมได้รู้จักกองทุน RMF และได้ซื้อ RMF ที่เป็นกองทุนตราสารทุน
    เป็นครั้งแรกราวปี 2002 และซื้อต่อมาอย่างต่อเนื่องทุกปี

    ในปีที่ช่วงปลายปี ดัชนีขึ้นสูง(เกินไปในความรู้สึกของผม)
    ผมก็ซื้อเป็น ตราสารหนี้ แล้วมาสับเปลี่ยนเป็นตราสารทุนภายหลัง
    ทำให้ไม่เคยมีปัญหาว่าซื้อในราคาที่สูงเกินไป

    ส่วน LTF นั้น ผมเจอปัญหาในปีที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ว่า
    มูลค่าของพอร์ตลดต่ำลงกว่าราคาซื้อ(ต้นทุน)อย่างน่าใจหาย
    แต่โชคดี ที่ผมไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะขายกองทุนออกมา
    จึงไม่เกิดความเสียหายจริงๆขึ้น

    ในวิกฤตครั้งนั้น ผมมีกรมธรรม์ประกันชีวิตหลายฉบับ
    ที่ถือมานานร่วม 20 ปี อยู่จำนวนหนึ่ง มีมูลค่าเงินสดหรือ Cash Value
    ที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากวิกฤตเลย
    มากพอที่จะใช้ได้หากมีเหตุฉุกเฉินที่จะต้องใช้เงินสด

    ผมเห็นว่าไม่มีเครื่องมือทางการเงินใดๆ ที่ดีในทุกสถานการณ์
    ไม่มีเครื่องมือทางการเงินใดที่ไม่มีข้อด้อย
    ผมเคยทำงานในบริษัทประกันชีวิต
    แม้ผมอยากจะขายสินค้าทางการเงินของผมให้ได้
    แต่ผมไม่อยากให้ลูกค้าซื้อเพราะเป็น “นาทีทอง”
    แต่อยากให้ซื้อเพราะมันมีเหตุผลที่ดีที่ต้องซื้อ

    ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่ารอ..จนถูกขายจะได้ไหม?? เอาไว้นานแล้วครับ

    http://bharot.wordpress.com/2011/01/28/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD-%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1/

    • สิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุน คือ ความรู้ของผู้ลงทุนคนนั้นครับ

      มาร์เก็ตติ้งบางคนคิดว่าตัวเองเข้าใจการลงทุน แต่จริงๆแล้วไม่ใช้เลย พวกเขาถูกฝึกมาให้พูดแบบเดียวกัน ฝึกมาเป็นนักขาย (เมื่อวานก็เพิ่งปฏิเสธ บลจ.หนึ่งไป เพราะเขาเชิญให้ไปสอนวิธีขาย ไม่ให้สอนความรู้กับมาร์เก็ตติ้ง)

      สิ่งที่ออกจากปาก ไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นคำโฆษณา

      ผมไม่เชื่อเรื่องเครื่องมือเหมือนกันครับ ผมเชื่อในความรู้

      High Understanding, High Return…ครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here