มีเสบียงสำรอง

0
160

เงินสำรอง เผื่อฉุกเฉิน

 

คำถาม: คุณว่าตัวเองมีโอกาสตกงาน ถูกเบี้ยวค่าจ้าง หรือต้องใช้ชีวิตนอกบ้าน หนีน้ำท่วมบ้างหรือไม่

คำตอบ: เป็นไปได้ เพราะชีวิตคนเรามีเรื่องไม่คาดฝันอยู่เสมอ

คำถาม: ถ้าเหตุการณ์ที่ว่ามาทั้งหมดเกิดขึ้นจริงๆ คุณมีเงินใช้จ่ายหรือเปล่า และใช้จ่ายไปได้นานแค่ไหน?

ผู้คนจำนวนมากต้องมีชีวิตที่ยากลำบาก ทันทีที่รายได้หลักของชีวิตหายไป เพราะแม้รายได้จะหายไป แต่เราทุกคนยังมีภาระทางการเงินที่ต้องใช้จ่ายกันอยู่เป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยก็ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเดินทาง ฯลฯ

ผู้มาขอรับคำปรึกษาของผมท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาได้รับแจ้งให้ออกจากงานในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ตัวเองกำลังจะสตาร์ทรถไปทำงาน ที่ตลกคือ เจ้านายของเขาก็ถูกให้ออกงานด้วย โดยรู้ตัวก่อนเขาเพียง 15 นาทีเท่านั้น

โชคยังดีที่บริษัทมีเงินชดเชยโอนเข้าบัญชีให้ทันที 8 เดือน คำถามคือ ถ้าไม่ได้เงินชดเชยในทันทีจะทำอย่างไร จะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย

จากที่เป็นโค้ชการเงินมาหลายปี ผมกล้าบอกได้เลยว่า คนกว่าร้อยละ 80 จะอยู่ไม่ได้ ถ้ารายได้หลักในการดำรงชีวิตหายไป

ทำไม? จึงเป็นเช่นนั้น

ก็แค่ชีวิตในแต่ละเดือนยังใช้เสียหมด แทบไม่มีเหลือ หน้ำซ้ำบางเดือนยังต้องกู้เขาอีก แล้วอย่างนี้มันจะไปมีเงินเหลือได้อย่างไร

หนึ่งในเกณฑ์ของการมีสุขภาพทางการเงินที่ดี ก็คือ การ “มีเสบียงสำรอง” ซึ่งหมายถึง การมีเงินเก็บออมเผื่อไว้ใช้จ่ายในยามไม่คาดฝัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต ให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ แม้ในยามที่รายได้หลักขาดหายไป

เพราะหากไม่มีรายได้ แต่ชีวิตยังมีเรื่องต้องใช้จ่าย ก็คงหนีไม่พ้นที่คนเราจะต้องก้าวเข้าสู่วังวนของการกู้ยืมเงิน ย่ิงนานวันเข้า หางานใหม่ยังไม่ได้ รายได้ก็ยังไม่กลับมา ถ้าเป็นอย่างที่ว่า ก็ต้องกู้กันไปเรื่อยๆ

(ถึงตรงนี้ เพื่อให้เกิดอรรถรสในการอ่าน แนะนำให้ลองกลับไปเปิดงบรายรับ-รายจ่าย ดูรายจ่ายรวมในแต่ละเดือนของตัวเองดู แล้วนึกดูว่า ถ้าไม่มีรายได้แล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร และนึกต่ออีกนิดว่า จะมีใครให้เรายืมเงินได้ทุกเดือนบ้าง)

นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า หนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน เพื่อมากินอยู่ใช้สอยในชีวิตประจำวันนั้น ถือเป็นหนี้จน เพราะไม่ได้ยังประโยชน์ในการสร้างทรัพย์สินแต่อย่างใด ย่ิงกู้มาก ก็ย่ิงจนมาก เรียกได้ว่าประสบปัญหาในชีวิตเพียงครั้งเดียว อาจทำให้อนาคตทางการเงินของคุณไม่ได้ผุดได้เกิดอีกเลยก็เป็นได้

ดังนั้น เพื่อให้พอหายใจหายคอได้คล่องขึ้นหากชีวิตมีปัญหา คนเราควรมีเงินสำรองเก็บไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน อย่างน้อย เท่ากับรายจ่าย 6 เดือน

วิธีการคำนวณก็ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก สมมติ นายจักรพงษ์ มีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 20,000 บาท ก็เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่นายจักรพงษ์จะมีเงินสำรองสะสมไว้เผื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉินเท่ากับ 120,000 บาท(20,000 x 6)

ทั้งนี้สำหรับคนที่มีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง หรือคู่สามีภรรยาที่มีรายได้ทั้งคู่ ก็อาจเก็บเงินสำรองไว้ที่ระดับ 3 เท่าของรายจ่ายก็ยังพอไหว เพราะหากรายได้หายไปทางหนึ่ง ก็ยังเหลืออีกทางหนึ่งไว้พอประคับประคองได้

คำถาม: ช่วยนิยามคำว่า “ฉุกเฉิน” อีกสักคร้ัง

คำตอบ: เหตุฉุกเฉิน หมายถึง สภาวการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาวะทางการเงิน อาทิ การสูญเสียรายได้หลัก อันเนื่องมาจาก ตกงาน ถูกเบี้ยวค่าจ้าง หรือเจ็บป่วยชั่วคราวไม่สามารถทำงานได้ หรือภัยอื่นๆ ที่ต้องมีการใช้จ่ายเพิ่มเติมจากสภาวะปกติ เช่น หลบภัยน้ำท่วม บ้านถูกไฟไหม้ ที่ต้องหาที่อยู่อาศัยชั่วคราว

ทั้งนี้คำว่า “ฉุกเฉิน” ไม่เกี่ยวข้องรายจ่ายกับเรื่องที่รู้อยู่แล้วว่าต้องมี ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ซึ่ง สามารถวางแผนจัดการได้ อาทิ ค่าเทอมลูก หรือค่าเบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ควรเป็นค่าใช้จ่ายที่วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว

นอกจากนี้ คำว่า “ฉุกเฉิน”จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ อีกด้วย

คำถาม: วิธีเก็บสะสมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินทำอย่างไร

คำตอบ: ให้นำเงินออมขั้นต่ำ 10% ที่เราหักออมทุกเดือน บวกกับเงินคงเหลือในแต่ละเดือน มาเก็บสะสมไว้ในตระกร้าเงินสำรองนี้ โดยอาจเปิดบัญชีออมทรัพย์ ฝากประจำ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน (จะพูดถึงในครั้งหน้า) สะสมไปเรื่อยๆทุกเดือนจนครบตามเป้าหมาย

ในกรณีที่บางเดือนมีรายได้ก้อนใหญ่เข้ามา อาทิ โบนัส ค่าคอมมิชชั่น ค่านายหน้า ฯลฯ ก็อาจแบ่งมาสมทบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น

คำถาม: เราควรเก็บออมเงินสำรองให้ได้ก่อนสะสมเงินลงทุนใช่หรือไม่

คำตอบ: ใช่ เพราะเป้าหมายแรกของการออมสำหรับคนเรานั้น คือ การเก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินให้ได้เสียก่อน เพื่อเป็นการประกันสภาวะการเงิน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันในระยะสั้น เมื่อได้เงินสำรองครบแล้วจึงค่อยเร่ิมสะสมเงินลงทุน โดยในระหว่างที่เก็บออมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ก็อาจแบ่งเวลาเริ่มต้นศึกษาเรื่องการลงทุนไปพร้อมๆ กัน

คำถาม: แล้วอย่างนี้ไม่ต้องใช้เวลาเป็น 3-4 ปี เลยหรือ กว่าจะเก็บเงินสำรองได้ครบ อย่างเป้าหมายเงินสำรอง 120,000 (ใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท) หากเก็บเดือนละ 2,500 ยังต้องใช้เวลาถึง 4 ปี

คำตอบ: ก็จริง แต่ก็อาจเร็วกว่านั้นได้ ถ้าหากคุณเป็นคนตั้งใจที่จะเก็บออมจริง เพราะหากมีรายได้ก้อนใหญ่เข้ามา ก็อาจแบ่งสมทบเข้าไปได้ จะว่าไปสุดท้ายแล้วเงิน 120,000 บาท ก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะมันก็จะไปโผล่ในช่อง “ทรัพย์สิน” ของงบดุลของคุณอยู่ดี

ในอีกมุมหนึ่ง หากเงินแค่ 120,000 ยังเก็บไม่ได้ ผมว่าอย่าเสียเวลาคิดถึงเรื่องการลงทุนเลยครับ เพราะเงินแค่นี้มันห่างไกลจากคำว่า “มั่งคั่ง” เหลือเกิน

คำถาม: แล้วเงินที่ออมได้ จะเก็บไว้ท่ีไหนดี

คำตอบ: คุยกันในครั้งหน้าครับ

SHARE
Previous articleปลอดหนี้จน (ตอนจบ)
Next articleมีเสบียงสำรอง (2)
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here