มีเงินสด … โปะบ้านหรือลงทุนดี?

0
1578

dollars-31085_640

หนึ่งในคำถามทางการเงินยอดฮิต ของผู้ที่มีทั้งหนี้บ้าน และเงินเก็บก้อนใหญ่สักก้อนหนึ่ง

“ผมมีเงินเก็บอยู่ 500,000 บาท ควรนำไปโปะบ้านทั้งหมดเพื่อลดหนี้ หรือนำไปลงทุนดีครับ” นี่คือตัวอย่างของคำถามที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ ไม่เกิน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สารภาพตามตรงว่า นี่เป็นคำถามที่เจ้าของเรื่องต้องตัดสินใจเอง โค้ชการเงินอย่างผมมีหน้าที่ให้หลักคิดและคำแนะนำเท่านั้นครับ

เรามาดูข้อดีข้อเสียในแต่ละทางเลือก เพื่อประกอบการพิจารณากัน …

หากเรานำเงินทั้งหมดไปโปะบ้าน แน่นอนว่าจะทำให้เงินต้นที่เรากู้ยืมจากธนาคารนั้นลดลง ได้เป็นเจ้าของบ้านเร็วขึ้น เสียดอกเบี้ยโดยรวมตลอดสัญญากู้ลดลง แต่ไม่ได้ทำให้ค่างวดผ่อนชำระต่อเดือนลดลงไปแต่อย่างใด เพราะตราบใดที่คุณยังไม่ได้ทำการรีไฟแนนซ์ (ทำสัญญากู้เงินฉบับใหม่) เงินผ่อนชำระต่อเดือนของคุณก็ยังจะไม่เปลี่ยนแปลง

ตัวอย่างเช่น หากคุณกู้เงินธนาคารเพื่อซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 7 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีภาระต้องผ่อนเดือนละ 20,000 บาท ถ้าปัจจุบันยังมีหนี้ (เงินต้น) ค้างอยู่กับธนาคาร 1,500,000 บาท การโปะเงิน 500,000 บาทลงไป จะทำให้หนี้ (เงินต้น) ลดลงเหลือราว 1 ล้านบาท แต่ในเดือนถัดไปคุณก็ยังต้องผ่อนชำระเดือนละ 20,000 บาทอยู่ดี เพราะคุณยังคงเป็นหนี้ภายใต้เงื่อนไขสัญญาเดิม

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบเป็นการลงทุน ก็พออนุมานได้ว่า อัตราผลตอบแทนจากการนำเงินไปโปะบ้าน ก็จะเท่ากับ 7 เปอร์เซ็นต์ แถมเป็นเจ็ดเปอร์เซ็นต์ที่ได้แน่ๆ เสียด้วยสิ

ทีนี้มาดูทางเลือกที่จะนำเงินไปลงทุนกันดูบ้าง …

คำถามสำคัญที่ต้องถามก็คือ คุณจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนอะไร?

ถ้าคุณยังไม่รู้เลยว่าจะลงทุนอะไร ไม่รู้จักวิธีลงทุนในเครื่องมือใดสักอย่าง แบบนี้การนำเงินไปโปะบ้าน ก็อาจจะดีกว่า

แต่อย่างไรก็ดี ผมแนะนำให้โปะเพียงบางส่วนเท่านั้น เช่นแบ่งครึ่งหนึ่งโปะบ้าน อีกครึ่งหนึ่งเก็บสะสมไว้ เผื่อโอกาสหรือทางเลือกอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หรือสำรองไว้สำหรับเหตุไม่คาดฝันในวันข้างหน้า

แต่ถ้าหากคุณมีแผนที่ชัดเจนว่าจะนำเงินไปลงทุนในเครื่องมือหรือทรัพย์สินใด คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณาต่อมาก็คือ

อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเท่าไหร่ สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านหรือไม่ และการลงทุนที่คุณหมายมั่นปั้นมือว่าจะช่วยทำให้เงินของคุณงอกเงยนั้น มันมีความเสี่ยงในการลงทุนแค่ไหน

นี่คือสิ่งที่คุณต้องคิดและประเมิน เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

เพราะมันคงเป็นเรื่องไม่ฉลาดนัก หากคุณคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนเพียง 3-5 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับอดทนจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ 7 เปอร์เซ็นต์ แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว

ตัวอย่างเช่น ถ้าทางเลือกของคุณคือ การนำเงินไปซื้อหุ้นกู้บริษัทชั้นนำของประเทศ ที่ให้อัตราดอกเบี้ย 5.5 เปอร์เซ็นต์ แบบนี้ก็อาจเป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่

แต่หากแผนการลงทุนของคุณ คือ การเปิดร้านขายของอะไรสักอย่าง ลงทุน 200,000 บาท ให้กำไรตกเดือนละ 5,000 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนปีละ 30 เปอร์เซ็นต์ (ธุรกิจที่ขายดี กำไรต่อหน่วยสูงๆ ทำอัตรานี้ได้สบายมากครับ) แม้อาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตอบแทนตามที่คาด แต่การลงทุนแบบนี้ก็ยังมีโอกาสได้กำไรเกิน 7 เปอร์เซ็นต์

แบบนี้ก็อาจน่าเสี่ยงนำเงินไปลงทุนอยู่บ้างเหมือนกัน

สุดท้ายแล้วคำถามนี้ เจ้าของเงินต้องคิดเอาเองครับ ผมก็ได้แต่ให้คำแนะนำ

สิ่งสำคัญอีกประการที่อยากฝากไว้ก็คือ อย่าลืมเงินสำรองที่ต้องมีติดตัวอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่ามี 500,000 บาท ก็ลงทุนทั้งหมด หรือโปะบ้านทั้งหมด ต้องไม่ลืมว่าคนเรามีความเสี่ยงทางการเงินอยู่เสมอ และอาจจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมาในวันใดวันหนึ่งก็ได้ ซึ่งถ้าไม่เตรียมไว้ ไม่มีในวันที่ต้องการ สุดท้ายก็ต้องหยิบยืมชาวบ้าน เป็นวงจรหนี้ขึ้นมาอีก

พบกันฉบับหน้าครับ …

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here