พ่อรวยสอนลูก

2
526

เนื่องในโอกาสวันพ่อที่จะมาถึง ผมขอแบ่งปันแนวคิดการสอนเรื่องเงินให้กับลูก สำหรับคุณพ่อที่อยากให้ลูกเติบโตเป็นคนที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งทั้งหมดเป็นบทเรียนจากชีวิตจริงของผมเอง และตั้งใจจะถ่ายทอดให้กับลูกของตัวเองต่อไป

1. สอนให้รู้จักทำงานที่มี “คุณค่า”

แทนที่จะสอนให้ลูกรู้จักคุณค่าของ “เงิน” เพียงอย่างเดียว พ่อที่ดีควรสอนลูกให้ลูกรู้จักคุณค่าของการทำงาน และต้องชี้แนะชี้นำให้ลูกเห็นความสำคัญของการทำงานที่มี “คุณค่า” ด้วย

งานที่มี “คุณค่า” ในที่นี้ หมายถึง งานที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งกับตัวเราเองและผู้อื่น ในแง่ของตัวเราเอง งานที่เราทำให้ควรให้ความสุขทั้งทางกายและทางใจ มีเงินพอดูแลชีวิตและสร้างฐานะในทางที่ถูกต้อง ไม่เบียดเบียน ไม่เห็นแก่ตัว เอาประโยชน์จากผู้อื่นจนเกินพอดี รัก ชอบ และภูมิใจในส่ิงที่ทำ

ในแง่ของผู้อื่น ก็ควรได้ประโยชน์ตามประสงค์ของเขา เหมาะควรแก่ทรัพยากรที่เขามอบให้แก่เรา ไม่ว่าจะเป็น เงินทอง โอกาส ความรู้ ความเป็นมิตร การยอมรับ และอื่นๆ

ทั้งนี้คุณพ่ออาจเร่ิมต้นสอนลูกง่ายๆ ด้วยการหางานที่เหมาะกับวัยให้ลูกทำ โดยมี “ค่าตอบแทน” ท่ีสมน้ำสมเนื้อกับคุณค่าของงานในบางครั้ง และค่าตอบแทนที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็น “เงิน” ด้วย เพราะบางครั้งแค่คำชื่นชมลูกบนโต๊ะอาหารเย็นต่อหน้าทุกคนในครอบครัว หรือเรื่องเล่าถึงการกระทำดีดีของลูก เวลาเพื่อนฝูงมาสังสรรค์ที่บ้าน ก็ถือเป็นการสอนให้ลูกรู้จักคำว่า “คุณค่า” ของงานแล้ว

สำหรับผม ค่าตอบแทนที่ผมให้ลูกเป็นประจำ คือ การกอดลูก และบอกกับลูกว่า “ขอบคุณครับ ออกัสช่วยพ่อได้มากเลย”

ย่ิงลูกของคุณรู้จักสร้าง “คุณค่า” ได้มากเท่าไหร่ ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในชีวิต ก็จะหลั่งไหลมาหาเขาเอง โดยที่ไม่ต้องออกแรงวิ่งไล่จับเลย

2. ปลูกฝังทัศนคติแห่งความมั่งคั่ง

เรื่องนี้ถือว่าไม่ง่ายนักสำหรับคุณพ่อที่ยังมีทัศนคติต่อชีวิตผิดๆ ความมั่งคั่งเป็นเรื่องที่แปลก ยิ่งเราคิดว่าเราขาด เราก็ย่ิงจน แต่ถ้าเรารู้จักเข้าใจมัน เรากลับย่ิงรวย

ความมั่งคั่งไม่ได้วัดกันที่เงินในกระเป๋า แต่วัดกันที่สภาพความเป็นสุขของจิตใจ และที่สำคัญ “ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์เร่ิมต้นจากคำพูดของเรา”

พ่อแม่ที่ชอบใช้คำพูดไม่ดี ใช้คำพูดของคนจน พวกเขาก็จะย่ิงจน ที่แย่กว่านั้นก็คือ พวกเขาแอบปลูกฝังความคิดของคนจนไว้ในหัวของลูกโดยไม่รู้ตัว

“รู้ไหม…เงินมันหายาก” “ชาตินี้จะได้รวยกับเขาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้” “อยากได้โน่นได้นี่ เงินหนะมีมั๊ย” หรือ “เพราะพวกแกนั่นแหละ ฉันถึงเป็นแบบนี้”

คงไม่อธิบายว่า คำพูดข้างต้นเป็นคำพูดของคนรวยหรือคนจน ถ้าคุณอยากให้ลูกจนเหมือนกับคุณ ก็จงใช้คำพูดเหล่านั้นสั่งสอน พร่ำบ่น ว่ากล่าวให้ลูกได้ยินต่อไป แต่หากคุณเป็นพ่อที่ดี ที่อยากเห็นลูกมีชีวิตที่ดีกว่าตัวเอง ก็ลองเปลี่ยนคำพูดที่ใช้ดู

3. ใช้จ่ายเป็นตัวอย่าง 

พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่า 80% ของนิสัยการใช้จ่ายของลูก เรียนรู้จากพฤติกรรมและคำสอนของพ่อแม่ ลูกที่มีนิสัยประหยัด ส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ที่มีนิสัยประหยัด ส่วนลูกที่มีนิสัยสุรุ่ยสุร่าย ใช้เงินแก้ปัญหา ก็มักจะมาจากพ่อแม่ที่มีนิสัยแบบเดียวกัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายคนไม่เข้าใจ ครั้งหนึ่งมีสถาบันการเงินชื่อดังอยากให้ผมจัดคอร์สให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องการออมและการใช้จ่าย ผมเสนอหลักสูตรว่า คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองของเด็กจะต้องเข้าคอร์สด้วย ทางผู้จัดถึงกับส่ายหัว บอกว่ายุ่งยาก ผมก็เลยปฏิเสธที่จะจัดคอร์สดังกล่าวให้

เวลาสองสามวันที่สอนเด็ก ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะสุดท้ายแล้วเด็กก็กลับไปเจอต้นแบบของเขาอยู่ดี

เรื่องนี้ไม่ต้องเสียเวลาสอน ทำให้ดูเป็นตัวอย่างก็พอ คุณพ่อคุณแม่เองเวลาจะใช้จ่ายอะไรมีเหตุมีผลไหม ประมาณตัวเองในการใช้จ่ายบ้างหรือเปล่า และมองวันข้างหน้าบ้างไหม

เมื่อลูกร้องอยากได้อะไร อย่าซื้อแบบตัดปัญหา ลงทุนเวลาพูดคุยกับเขา เปิดใจรับฟังเขาก่อน ว่าทำไมเขาอยากได้ ให้เหตุผลและสร้างทางเลือกให้กับเขา สุดท้ายสร้างบทสรุปแบบที่ยอมรับกันได้

ครั้งหนึ่งผมพาออกัสไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า โซนของเด็กเล่น ทันทีที่เห็นรถยนต์ของเล่นในหนังการ์ตูน CARS ออกัสคว้ามาเลย 3-4 คัน ตกใจมาก เพราะตัวหนึ่งราคา 450.- บาท คำถามแรกที่ผมถามลูกก็คือ “อยากได้เหรอ” ลูกผงกหัว อมยิ้มนิดๆ

สิ่งที่ผมบอก”พ่อมีเงินซื้อให้ลูกได้ทั้งสามคันตอนนี้เลยนะ แต่ถ้าซื้อทั้งสามคัน เราจะต้องลดขนมที่จะซื้อให้ออกัส ออกัสอยากกินขนมเย็นนี้ไหม” แน่นอนว่าเจ้าตัวเล็กต้องอยากได้ขนมด้วย

“ในสามตัวนี้ออกัสชอบคนไหนมากที่สุดหละ เราซื้อตัวนี้ก่อนดีไหม” ออกัสตกลง จำได้ว่าผมตั้งใจส่งแบงค์ 1 พันให้ลูกไปจ่ายแคชเชียร์ เพื่อให้เกิดตังค์ทอน “เห็นไหม เราเหลือเงินไปซื้อขนมด้วยนะ” ก่อนกอดลูกหนึ่งครั้ง แล้วบอกเขาว่าเขาเป็นเด็กดี (ปัจจุบันบ้านผมมีประมาณ 7 คัน เห็นจะได้)

จำไว้ว่านิสัยการใช้จ่ายเงินของคุณถ่ายทอดสู่ผู้สืบสันดานโดยอัตโนมัติ ดังนั้นจงใช้จ่ายเป็นตัวอย่าง และอย่ารู้สึกเสียเวลากับการสอนลูกเรื่องเงินทอง

4. สอนลูกให้รู้จักออม

ความมั่งคั่งไม่ได้ขึ้นกับเงินที่หาได้ แต่ขึ้นกับเงินที่เหลือ คนที่หาเงินได้มาก แล้วใช้จ่ายจนหมดไม่มีทางรวย แต่คนที่หาเงินได้ แล้วรู้จักเก็บ รู้จักออมต่างหากที่จะร่ำรวยในอนาคต

เร่ิมต้นง่ายๆ ด้วยการซื้อกระปุกเล็กๆ ให้ลูกเก็บเงิน ทั้งนี้อาจจูงใจลูกด้วยการใช้วิธีเดียวกันกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ ลูกหยอดพ่อสมทบให้ ว่างๆก็แคะกระปุกมาดู นับจำนวนให้เขา ถ้าเขานับเลขได้แล้วก็ให้นับเอง

หากลูกอยากได้อะไร ก็ให้เอาเงินในกระปุกซ้ือ โดยพ่ออาจช่วยสมทบเงินให้ครึ่งหนึ่ง การทำวิธีนี้จะฝึกให้เขาคิดเองว่า เขาอยากได้สิ่งนั้นจริงหรือเปล่า หากเก็บได้เยอะแล้วก็พาลูกไปเปิดบัญชี ไปธนาคารกับลูกเป็นประจำ

ที่สำคัญ ต้องสอนให้เห็นความสำคัญของการออม สอนให้เขาคิดถึงวันข้างหน้า สร้างกิจกรรมบ่มเพาะให้ลูกจักการรอคอย โดยคุณพ่ออาจจูงใจด้วยประโยชน์ที่มากขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีสอนลูกง่ายๆ ที่ผมเร่ิมทำตั้งแต่ลูกอายุ 3 ขวบ และไม่คิดว่าเร็วไป เพราะเชื่อว่าวัยเด็กเป็นวัยที่สอนง่ายที่สุด จากวิธีการทั้งหมดที่ได้เล่าให้ฟังไปนั้น จะเห็นว่าการสอนลูกเรื่องเงินๆทองๆนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่พ่อแม่ซึ่งไม่ใส่ใจจะทำได้ แต่ก็ไม่ได้ยากเสียจนเฉพาะกูรูทางการเงินเท่านั้นที่จะทำได้ เพราะวิธีการที่ดีและง่ายที่สุดที่จะสอนลูกก็คือ คุณพ่อต้องเป็นนักเรียนที่ดี บริหารการเงินของครอบครัวให้ดีเสียก่อน

สุดท้ายส่ิงที่จะปลูกฝังและสร้างชีวิตที่มั่งคั่งให้แก่ลูก ไม่ใช่การมุ่งหาเงินทองมากมายให้กับเขา แต่มันคือการให้เวลา อบรมสั่งสอน สร้างกิจกรรมกับลูก โดยมีตัวคุณพ่อเองเป็นแบบอย่างที่ดี

วันนี้คุณให้เวลากับลูกของคุณแค่ไหน?

2 COMMENTS

  1. คำพูดลบๆนี่ผมฟังมาตั้งแต่เด็กจนทุกวันนี้แม่ผมก็ยังพูดอยู่ แต่ความคิดผมมันเปลี่ยนไปมากกว่าคำพูดของแม่แล้วละครับ ท่านคงจะไม่เข้าใจ แต่ผมเข้าใจท่านนะ

  2. สวัสดีครับผมดร.โชติช่วง อุดมเศรษฐีครับ ผมมีวิธีการสอนลูกมาฝากครับ ผมมีวิธีการสอนลูกมาจากคุณพ่อครับ คุณพ่อผมส่งผมไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่สมัยยังแบเบาะเพื่อไห้ตัวผมสามารถปรับตัวในสถานที่ต่างๆได้ โดยไม่มีอคติกับคนจน และก็เป็นจริง ผมมองเห็นคนจนแล้วมองดูคนรวยมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากหรอกครับ ก็แค่มีฐานะลอยๆเท่านั้นที่คอยปิดกั้นชนชั้นกันอยู่ ปัจจุบันผมผมส่งลูกชายคนเดียวของผมไปอยู่จ.พัทลุงไห้ไปอยนู่กับครอบครัวหนึ่งซึ่งเคยมีญาติเป็นคนขับรถของคุณพ่อผมในอดีต ไห้ไปอาศัยร่วมกันตั้งแต่สมัยแบเบาะ แล้วไห้เขาเรียกครอบครัวนั้นเป็นพ่อแม่และพี่สาว ผมวานไห้ทางอำเภอและหน่วยงานท้องถิ่นช่วยทำทะเบียนบ้าน,สูติบัตรปลอม,เพื่อเขาจะได้ธุรกรรมต่างๆได้สะดวก เขาอาศัยอยู่ที่นั่นโดยไม่มีไครรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขามาเป็นเวลากว่า13ปีเต็มแต่ทุกเดือนจะกลับมาที่บ้านที่กรุงเทพ ผมไม่เคยไปเยี่ยมเขาเลย จนปัจจุบันอายุเขา15ปี ลูกผมเขียนหนังสือสะท้อนภาพคนจนและคนรวยขึ้นมา ผมถามเขาว่าทำไมถึงนึกจะเขียนเขาบอกว่าเขา เห็นสังคมคนจนกับสังคมคนรวย มีอะไรบางๆมากั้นอยู่ และอื่นๆและสิ่งนี้ทำไห้ผมเห็นผลสำริดที่ได้สั่งสอนโดยไม่ต้องแค่ทฤษฏีต้องปฏิบัติจริง ลูกผมจะกลับมาอยู่ที่บ้านและรับสืบทอดสูทตระกูลก็ต่อเมื่อวันที่เขาอายุครบ20ปี

    หลายท่านอาจคิดว่าการทำแบบนี้อาจทำไห้เด็กหรือบุตรหลานนั้นเกิดการเข้าใจผิดว่าเราไม่รักเขาหรืออาการน้อยใจ ไห้เราจงไห้คำปรึกษาเขา ติดต่อเขาอยู่เรื่อยๆไห้เขารู้ว่าเราไม่ทิ้งเขา เราจะอยู่ข้างเขาตลอดเวลา

    ดร.โชติช่วง อุดมเศรษฐี

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here