บั้นปลายมีทุนเกษียณ (2)

3
339

ครั้งก่อนเราได้พูดคุยกันถึงเรื่องการคำนวณหาต้นทุนเกษียณของนาย A โดยมีเงื่อนไขว่า นาย A ต้องการเงินใช้จ่ายหลังเกษียณ เดือนละ 28,000 บาท ต่อเนื่อง 15 ปี จนถึงอายุ 75 ปี ซึ่งคิดเป็นต้นทุนรวมประมาณ 5 ล้านบาท

คำถามต่อมาที่เราควรให้ความสนใจก็คือ จะหาเงินจำนวน 5 ล้านบาทที่ว่านี้มาจากไหน?

อันดับแรก สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ดูว่าคุณมีแหล่งเงินสำรองไว้ใช้ยามเกษียณกี่แห่ง อะไรบ้าง เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคมกรณีชราภาพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ฯลฯ จากนั้นให้ลองประเมินดูว่าเงินจากแหล่งต่างๆมีอยู่เท่าไหร่ (ลองประมาณการคร่าวๆ ดู) เมื่อทราบแล้วก็ให้นำไปหักลบกับตัวเลข 5 ล้าน ก็จะได้เป้าหมายเงินที่ต้องเก็บออมและสะสมเพิ่มเติม

ในกรณีนี้ผมสมมติว่า นาย A ไม่มีทุนเกษียณเร่ิมต้นเลยแล้วกัน ประมาณว่าสำรองเลี้ยงชีพก็ไม่มี ประกันตนก็ไม่ได้ประกัน ดังนั้นเป้าหมายเงินออมจึงยังเต็มจำนวนอยู่

จากโจทย์เงินออม 5 ล้าน นาย A มีทางเลือกอะไรบ้าง

ทางเลือกที่ 1: เก็บออม

จากข้อมูลนาย A ปัจจุบันอายุ 30 ปี ตั้งใจจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี นั่นหมายถึงเหลือเวลาอีก 30 ปี หรือ 360 เดือน ที่นาย A จะต้องเก็บเงินให้ได้ 5 ล้านบาท

หากปัจจุบันนาย A ไม่มีเงินเก็บอยู่เลย (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก) น่ันหมายความว่า นาย A ต้องเก็บเงินให้ได้เดือนละ 5,000,000/360 ซึ่งเท่ากับ 13,888 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว

เห็นตัวเลขแล้วแทบไม่อยากเกษียณเลยใช่ไหมครับ ทั้งนี้เพราะการเก็บเงินเดือนละ 13,000 บาทนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นเราจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินบางอย่างมาช่วยทุ่นแรงกันครับ

ทางเลือกที่ 2: ออมและลงทุนในตราสารการเงิน

เพื่อให้มองเห็นกันง่ายๆ ผมลองยกตัวอย่างการเก็บออมและลงทุนเดือนละ 1,000 บาท และนำไปลงทุนในทรัพย์สินประเภทต่างๆ ที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่างๆ กัน ได้ผลดังตาราง

จากตารางจะเห็นว่า หากนาย A เก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท นำไปลงทุนในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทน 10% (หุ้นบ้านเราในระยะยาวก็ให้ผลตอบแทนประมาณนี้) เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 30 ปี ณ วันที่เกษียณอายุ นาย A จะมีทุนเกษียณรวมกันทั้งสิ้น 2,260,487 บาท

เมื่อเหลือบมองไปที่เป้าหมาย 5 ล้านบาทแล้ว ก็จะเห็นว่ายังขาดอยู่อีกครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว วิธีการแก้ไขก็ไม่ยาก แค่เพิ่มเงินเก็บจากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท ด้วยระยะเวลาเท่ากัน ในทรัพย์สินเดียวกัน นาย A ก็จะมีทุนเกษียณทั้งสิ้น 4,520,974 บาท (2 x 2,260,487) ซึ่งขาดอีกนิดหน่อยก็ปรับเพิ่มเงินออมกันไป

ทั้งนี้สิ่งอยากให้สังเกตจากตารางก็คือ ยิ่งเริ่มต้นเก็บออมและลงทุนเร็ว ยิ่งมีโอกาสถึงเป้าหมายได้เร็ว ดังนั้น หากเราเริ่มเก็บออมตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน เราจะมีเวลาเก็บออมและลงทุนถึง 40 ปีเลยทีเดียว ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เรามีทุนเกษียณมากขึ้น ทั้งที่ออกแรงเท่าๆกันหรือน้อยกว่า

ส่วนคนที่เริ่มมารู้ตัวเมื่อสาย อันนี้ก็ต้องเหน่ือยกันหน่อย เพราะอาจจำเป็นต้องใช้เงินออมจำนวนที่มากกว่าคนที่เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย

สำหรับวิธีเก็บออมและลงทุน แม้จะดูไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความรู้ในเรื่องการลงทุนในตราสารการเงินประกอบกันไปด้วย เพราะจากในตาราง ผมแสดงข้อมูลไว้โดยให้ผลตอบแทน 1% แทนเงินฝาก 3% แทนพันธบัตรออมทรัพย์ 7% แทนเงินปันผลจากหุ้นปันผล และ 10% แทนส่วนกำไรจากหุ้น

ซึ่งนั่นหมายความว่า หากต้องการใช้วิธีการเก็บออมและลงทุนในตราสารการเงิน อย่างน้อยคุณก็ควรจะรู้จักและเข้าใจการลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร (หรือตราสารหนี้) หุ้น และอาจหมายรวมถึงกองทุนรวมเข้าไปด้วย

ไม่มีอะไรได้มาฟรี ตัวเลขในตารางเป็นตัวเลขทางทฤษฎี ที่ไม่ว่าธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือบริษัทหลักทรัพย์ ก็ทำให้คุณดูได้เหมือนๆ กัน สำคัญคือตัวคุณเองที่ต้องรู้จักและเข้าใจมันก่อนโยนเงินลงไปด้วย

ทางเลือกที่ 3: สร้างทุนเกษียณจากทรัพย์สิน

วิธีนี้เป็นวิธีที่ผมคิดว่าง่ายและตัดปัญหาเรื่องการประมาณค่าปัจจัยต่างๆ ออกไปได้ดีที่สุด และไม่ต้องมองเป้าหมายระยะไกลให้ดูยากเกินไป

จากกรณีศึกษาของเรา นาย A ตั้งใจว่าอยากมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณเดือนละ 28,000 บาท ก็ให้เอา 28,000 บาทนี้มาเป็นเป้าหมายทุนเกษียณของนาย Aเลย เพียงแต่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเป็นเงินก้อน แต่ตั้งเป็นกระแสเงินสดต่อเดือนแทน

จากเป้าหมายดังกล่าว นาย A ก็จะต้องสร้างหรือซื้อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสะสม (อาจมาจากทรัพย์สินหลายรายการ) รวมทั้งสิ้น 28,000 บาท

ทั้งนี้ทรัพย์สินของนาย A จะเป็นบ้านเช่า ธุรกิจ หุ้นปันผล พันธบัตร หรือเงินฝาก ก็สุดแท้แต่ เป้าหมายเพียงอย่างเดียวของทรัพย์สินทั้งหมด ขอแค่กระแสเงินสดรวมจากทรัพย์สินทุกรายการมากกว่าหรือเท่ากับ 28,000 บาทเป็นพอ

เรื่องของการสร้างรายได้จากทรัพย์สินนี้ถือเป็นเรื่องยาว จึงขอยกยอดไปคุยกันในครั้งหน้าครับ

SHARE
Previous articleบั้นปลายมีทุนเกษียณ
Next articleบั้นปลายมีทุนเกษียณ (3)
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

3 COMMENTS

  1. ทางเลือกที่ 2: ออมและลงทุนในตราสารการเงิน
    เก็บเงินลงทุน หุ้น เดือนละ 1000-2000 บาท ทุกเดือน จะทำการซื้อ หุ้น ยังไง ครับ แล้วจะขายให้ เราหรือปล่าวเพราะ ลงทุน น้อยในการซื้อแต่ละเดือน แค่ พัน กว่าบาท ต้องซื้อ หุ้นตัวเดียว ใช่ไหมครับ มันจะได้เหมือน ตาราง ระยะเวลา การลงทุน สี่สิบปี
    ปล ผมไม่มีความรู้เรื่องหุ้น แต่เคยอ่านมานิดหน่อย ถ้าลงทุนวันนี้ หุ้นที่ซื้ออยู่ ยังไม่ตก พอ เราซืื้้อ มันดันตก อย่างงี้ก็ติดลบ ใช่ไหมครับ ถ้ามอง ว่าหุ้นที่มันจะเติบโต ในอนาคต สิบ ถึง ห้าสิบปี เฉลีย รวม หุ้น ขึ้น ลง ผลตอบแทนที่ 10 เปอร์เซนต์ แสดงว่า เงินที่ ลงทุน ก็ค่อย เพิ่ม ขึ้นเหมือน ขั้นบันได ช่วยแนะนำทีนะครับ หุ้น ผมมองว่า การลงทุนให้ผลตอบแทน ดีมาก กว่า การลงทุน อย่างอื่น แต่ก็มีความเสี่ยง รบกวนแค่นี้ก่อนครับ

    ขอบคุณสำหรับ เรื่องลงทุน ตอนนเกษียณ

    • ถ้าลงทุนในหุ้น ก็คงต้องจัดพอร์ตการลงทุนด้วย โดยอาจแบ่งเงินในมือลงทุนในหุ้นสัก 5-7 ตัว

      แต่ถ้าเลือกไม่เป็น ก็อาจใช้กองทุนรวมดัชนี (index fund) ช่วยได้ เพราะกองทุนกลุ่มนี้ใช้เงินลงทุนครั้งละหลักร้อยก็ได้ และใช้วิธีหักเงินออมไปลงทุนทุกเดือนได้เลย

      ส่วนเรื่องซื้อตอนแพงแล้วขาดทุน (ได้หุ้นน้อย) ก็อาจถัวเฉลี่ยกับตอนซื้อหุ้นถูก (ได้หุ้นมาก)

      ประเด็นสำคัญของวิธีนี้ คือ การสะสมจำนวนหุ้น โดยใช้วิธีซื้อครั้งละเท่าๆกัน เพื่อตัดปัญหาความไม่รู้ในเรื่องการลงทุน หรือลดปัญหาด้านจิตวิทยาการลงทุน

      หัวใจของมัน คือ ความสม่ำเสมอของเงินลงทุน และค่าเฉลี่ย

      แต่ถ้าคุณเก่งก็เลือกหุ้นเองก็ได้ครับ ไม่มีปัญหา

      อย่างไรก็ดี วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะเอาอนาคตไปฝากไว้กับคนอื่น ไม่ได้ควบคุมอนาคตด้วยตัวเอง

      วิธีที่ดีที่สุด จะคุยในครั้งต่อไปครับ

  2. ดีเลยครับ ผมกำลังคิดอยากลงทุนพอดี กลัวยามแก่ไม่มีเงินได้ใช้ ต้องมาลำบากลูกหลานอีก T T

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here