เปลี่ยนธุรกิจที่ “ชอบ” ให้กลายเป็นธุรกิจที่ “ใช่”

1
208

หนึ่งในคำถามที่คนอยากมีธุรกิจของตัวเองมักถามผมก็คือ เราควรทำธุรกิจอะไรดี ระหว่างธุรกิจที่ “ชอบ” กับธุรกิจที่ “ใช่” ? ฟังครั้งแรกๆ ก็งงอยู่เหมือนกันว่า ไอ้เจ้าสองธุรกิจที่ว่านี้ มันต่างกันอย่างไร

หลังจากได้เจอคำถามมากๆ เข้า ก็สรุปได้ความว่า ธุรกิจที่ “ชอบ” ก็คือ ธุรกิจที่คุณรัก ชอบ ใช้เวลาอยู่กับมันได้ตลอดทั้งวัน ประมาณว่าเกิดมาเพื่อส่ิงนี้ อะไรทำนองนั้น ส่วนธุรกิจที่ “ใช่” ก็คือ ธุรกิจที่ทำแล้วได้เงิน ได้กำไร ทำแล้วรวย

ยกตัวอย่างเช่น นส.เอ ชอบงานแฮนด์เมดมาก ขลุกอยู่กับมันได้ทั้งวัน คิดทำโน้นทำนี่ไปเรื่อย กระเป๋าบ้าง ของตกแต่งบ้าง แต่ทำสวยแค่ไหนก็ไม่มีคนซื้อ ขายไม่ค่อยได้ หรือขายได้ก็ไม่ค่อยกำไร แต่พอมาเป็นตัวแทนประกันชีวิตกลับมีรายได้ที่ดีกว่า แม้จะไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ก็ตาม อย่างนี้เป็นต้น

ถามคุณผู้อ่านดีกว่าครับว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ระหว่างธุรกิจที่ “ใช่” กับธุรกิจที่ “ชอบ”

ในมุมมองของผม ธุรกิจที่ “ชอบ” และธุรกิจที่ “ใช่” (ตามนิยามข้างต้น) มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งคู่ครับ

ธุรกิจที่ชอบ มีข้อดี คือ มันทำให้เรามีความสุขในทุกปัจจุบันขณะ ปราศจากแรงเสียดทานในการทำงาน เพราะเรารักและชอบมัน สังเกตได้จากการที่เราสามารถอยู่กับสิ่งใดส่ิงหนึ่งได้เป็นวันๆ โดยไม่ต้องกินข้าวปลา แต่มันก็มีข้อเสียเช่นกัน เพราะด้วยการที่มันไม่มีแรงเสียดทาน มันทำให้คนเราเผลอขี้เกียจ คิดว่าทำเมื่อไหร่ก็ได้ และที่สำคัญคือเรื่องการบริหารจัดการ เพราะเมื่อเอาใจเป็นตัวนำ ระบบระเบียบการบริหารจัดการก็จะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่

ส่วนธุรกิจที่ใช่ มีข้อดีที่ทำเงิน ทำกำไร แต่ก็อาจมีข้อเสีย คือ ถ้าใจไม่รักไม่ชอบ อย่างนี้ก็เรียกได้ว่า สร้างแต่เงิน แต่ไม่ได้สร้างความสุขให้กับเจ้าของธุรกิจ

ที่ดีที่สุดก็คือ “ทำธุรกิจที่เราชอบ ให้เป็นธุรกิจที่ใช่ของคนอื่น”

ทำไม? ถึงต้องเริ่มต้นจากธุรกิจที่ชอบก่อน ก็เพราะมันคือ อิสระในการเลือกโดยไม่ติดพันธนาการของเงิน ซึ่งนี่คือ ความหมายที่แท้จริงของอิสรภาพทางการเงิน ในความคิดของผม

ถ้าคุณต้องเลืิอกทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ได้เงิน จะได้ซื้ออะไรที่รออยู่ข้างหน้าได้ แล้วปัจจุบันขณะต้องอดทน ฝืน กล้ำกลืน อย่างนั้นมันไม่มีอิสรภาพตั้งแต่เริ่มแล้วครับ

ดังนั้น เริ่มจากอะไรที่ชอบ สังเกตตัวเองดูก็ได้ครับ หัดดูจิตดูใจตัวเราเองบ้าง เลิกมองเลิกคิดถึงคนอื่นสักแป๊บ สังเกตอาการและอารมณ์แห่งความสุข ในการใช้ชีวิตประจำวันดู หรือหากมองตัวเองไม่ออก ก็อาจให้คนอื่นช่วยดู ช่วยมองก็ได้

อย่างตัวผมเอง มีความสุขทุกครั้งเวลา ได้หยิบ ได้จับ หรือได้อ่านหนังสือใหม่ๆ แฟนก็สังเกตเห็นว่าเวลาไปห้างทีไรก็เดินดิ่งไปที่ร้านหนังสือเป็นที่แรกทุกครั้ง ประกอบกับเป็นคนชอบเล่าเรื่อง ชอบแบ่งปัน พูดคุย แฟนก็ถามขึ้นมาวันหนึ่งว่า ทำไมไม่เขียนหนังสือหรือแปลหนังสือเองเสียเลยละ ไม่แน่ใจว่าวันนั้นเธอตั้งใจประชดหรือเปล่า แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่แฟนผมมองเห็นกลายมาเป็นงานที่ผมรักที่สุดในชีวิตงานหนึ่งเลยทีเดียว

เมื่อรู้แล้วว่าอะไรคือส่ิงที่เราชอบ ก็ให้เริ่มมองหาคุณค่าที่อยู่ในตัวงานของเรา แล้วลองถามตัวเองว่า มีใครอีกไหมที่เห็นคุณค่าของงานเรา ในแบบที่เรามองเห็น หรือน่าจะต้องการงานของเรา หลักคิดง่ายๆก็คือ เงินทองหรือความมั่งคั่งทั้งหลายจะหลั่งไหล เมื่อมีการถ่ายเทมูลค่า (Value) ของสินค้าและบริการในธุรกิจนั้นๆ และคนกลุ่มที่เรากำลังนึกถึงอยู่นี้ก็คือ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ของเรานั่นเอง

คำถามแรกที่ต้องถามตัวเองก็คือ คุณรู้จักลูกค้าของคุณดีแค่ไหน พวกเขาเป็นใคร ลักษณะ เพศ อายุ อาชีพ ที่อยู่อาศัย ความสนใจ และอื่นๆ เพื่อให้รู้ว่า พวกเขาเป็นใคร แล้วจะเข้าถึง เข้าหา พวกเขาได้อย่างไร

เมื่อรู้แล้วว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราคือใคร ก็ให้มองดูไปรอบๆ สิว่ามีใครหรือไม่ที่เขาทำธุรกิจที่เราชอบอยู่ในปัจจุบัน โดยอาศัยเครื่องมือง่ายๆ อย่างอินเทอร์เน็ต ก็สามารถทำให้เรามองเห็นคู่แข่งขันของเราได้ (พิมพ์ซื้อสินค้าและบริการของคุณลงไปในช่องค้นหา เท่านี้ก็เจอแล้ว)

ประเด็นสำคัญก็คือ เราไม่ได้ดูว่าใครทำธุรกิจที่เราชอบอยู่บ้าง มากน้อยเท่าไหร่ เพื่อให้ท้อและถอดใจไป แต่ให้มองว่า คุณค่าที่เขาส่งมอบให้ลูกค้าในปัจจุบันคืออะไร แล้วเราสามารถพัฒนาให้ดีกว่า (better)  แปลกใหม่กว่า (new) แตกต่างกว่า (differentiate) หรือบูรณาการกว่า (integration, เช่น พวก One Stop Service) ได้หรือไม่ หรือยังมีลูกค้ากลุ่มใดอีกไหมที่ถูกมองข้ามไป ไม่ได้รับคุณค่าในสินค้าและบริการนี้ (underserve or new market) หรือยังมีช่องทางเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไปได้อีกหรือไม่ (new delivery system or distribution channel) อย่างเช่น เปลี่ยนจากขายของหน้าร้านไปขายตามเว็บไซต์ เป็นต้น

พอนำแนวคิดที่ชอบ ไปพัฒนาให้ “ใช่” มากขึ้น ด้วยการศึกษาลูกค้า และคู่แข่งแล้ว ก็ลองตั้งคำถามเล็กๆ สองคำถามนี้ขึ้นมา

  1. ทำไม? พวกเขา (ลูกค้า) จึงต้องซื้อสินค้าและบริการจากคุณ (แทนที่จะซื้อกับคนอื่น) – คำถามนี้ถือเป็นคำถามที่ยากมาก เพราะเจ้าของกิจการส่วนใหญ่มักชอบเข้าข้างตัวเอง และมองโลกเป็นสีชมพู ดังนั้นวิธีการที่ดีกว่า คือ ลองเข้าไปหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายสักสองสามราย แล้วนำเสนอแนวคิดสินค้าและบริการดู เพื่อเก็บข้อมูลก็ได้ หรืออาจลองทำสินค้า demo ให้กลุ่มเป้าหมายทดลองใช้ก็ไม่เสียหาย หรือบางทีอาจไม่ใช่ตัวสินค้าที่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจมาซื้อกับเรา แต่อาจเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่แปลกใหม่กว่าก็ได้ อันนี้ต้องพิจารณากันเองครับ
  2. คุณจะ “ดึงดูด” ลูกค้าให้มาซื้อสินค้าและบริการของคุณได้อย่างไร? – สังเกตผมใช้คำว่า “ดึงดูด” แทนที่จะว่ิงเข้าหา เพราะพลังมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างการวิ่งไล่จับลูกค้าทีละราย (เหมือนไล่จับผีเสื้อ) กับการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาหา (สร้างสวนสวยเพื่อดึงดูดผีเสื้อ) มองในท้องตลาดเราก็จะเห็นวิธีการง่ายๆ ทั่วไปที่นิยมทำกัน เช่น การจัดนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้า หรืออย่างการอบรมบรรยายให้ความรู้ เพื่อขายสินค้าในภายหลัง (แล้วตั้งชื่อกันเพราะๆว่า Education Marketing) เป็นต้น

แต่นั่นก็อีกแหละครับ หากสร้างสวนสวยขึ้นมา แต่ดอกไม้ในสวนไม่ใช่ดอกไม้ประเภทที่ผีเสื้อต้องการ สวนที่สร้างขึ้นมาก็ไม่มีประโยชน์อะไร เปรียบได้กับนิทรรศการสินค้าและบริการ ที่มีผู้เข้าชมจำนวนมาก เนื่องจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ดี แต่ในงานไม่มีสินค้าที่มี “คุณค่า” ตรงกับความต้องการของผู้เข้าชม (เหล่าผีเสื้อ) อย่างนี้ก็จะไม่มีการถ่ายเทเงินหรือความมั่งคั่งให้แก่กัน แล้วธุรกิจที่ชอบของคุณ ก็จะยังไม่ใช่ธุรกิจที่ใช่อยู่ดี

ท้ายสุดก็คือ การบริหารจัดการ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจที่เราชอบกลายเป็นธุรกิจที่ใช่โดยสมบูรณ์ สิ่งสำคัญสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ก็คือ หลายครั้งผู้ประกอบการรายใหม่มักใช้พลังหรือแรงของตัวเองมากเกินจำเป็น ส่งผลให้แนวคิดธุรกิจของเราผลิดอกออกผลช้า และในท้ายที่สุดก็กลายเป็นหมัน ไม่ได้เกิดขึ้นจริงกับเขาสักที

ดังนั้นจะเป็นการดีกว่า หากเรารู้จักแชร์ความมั่งคั่งออกไป โดยการสร้างหรือดึงดูดทีมงานที่เป็นยอดฝีมือในแต่ละด้านเข้ามาช่วยกันปลูกดอกไม้และสร้างสวน เพื่อให้แนวคิดของเราประสบความสำเร็จเป็นภาพจริงได้โดยสมบูรณ์ ที่ผมเรียกว่าแชร์ความมั่งคั่งก็เพราะทุกคนที่เข้ามาร่วมมือกัน ก็จะได้รับความมั่งคั่งร่วมกันตามส่วน

เชื่อว่าสิ่งที่บอกเล่าทั้งหมดวันนี้ คงจะตอบคำถามของใครหลายๆ คนได้นะครับ ยังไงก็ขอให้ทุกท่านเจอธุรกิจที่ทั้ง “ชอบ” และ “ใช่” ในเร็ววัน

——————————————————————————————–

***** จากหนังสือ “เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงิน” เริ่มต้นง่าย แค่ใจมองเห็น โดยจักรพงษ์ เมษพันธุ์

——————————————————————————————–

SHARE
Previous articleการสร้างแผนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
Next article“วางแผนการเงินให้รวย” ด้วยตัวเอง
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

1 COMMENT

  1. ขอบคุณมากครับ ผมกำลังค้นหาธุรกิจ แต่คิดไม่ออกตอนแรกคิดจะหาแค่ชอบ แต่ตอนนี้้ต้องหาแบบที่ใช่และชอบ และได้แนวคิดที่ต้องใช้ในการค้นหาธุรกิจขอบคุณมากครับ ที่นำเสนอสิ่งที่ไม่รู้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here