ซื้อ RMF/LTF ประหยัดภาษีดีมั๊ย?

2
657

เข้าช่วงส่งท้ายปลายปีทีไร คำถามยอดฮิตมาทุกที มาเหมือนเดิม ถามกันทุกปี

อยากประหยัดภาษี จะซื้ออะไรดี ระหว่างประกันชีวิตกับกองทุนรวม RMF และ LTF?

อันที่จริงโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยแนะนำให้ใครซื้ออะไร โดยมองสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก เพราะมันไม่ใช่ประโยชน์ที่แท้จริงของเครื่องมือทางการเงินตัวนั้น

“ประกันชีวิต” เขาเอาไว้จัดการความเสี่ยง ส่วนกองทุน RMF/LTF เขาเอาไว้สำหรับลงทุนเพื่อการเกษียณ

นอกเหนือไปจากประโยชน์ที่แท้จริงแล้ว การซื้อประกันชีวิต RMF และ LTF ยังมีเรื่องของข้อดี-ข้อเสีย และเงื่อนไขอื่นๆอีกมากมายที่ต้องพิจารณา ดังนั้นที่ถูกต้อง เราจึงควรเอาสิทธิประโยชน์เรื่องภาษีเป็นผลพลอยได้ครับ

วันนี้เอาเรื่องกองทุน RMF และ LTF กันก่อน

สำหรับกองทุนรวม RMF และ LTF นั้น สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ มันเป็น “การลงทุน” ที่มีเป้าหมายเพื่อสะสมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ดังนั้นคุณในฐานะผู้ซื้อหน่วยลงทุน จะแปลงร่างเป็น​“นักลงทุน” ไปในทันทีที่จ่ายเงินซื้อกองทุนเหล่านั้น คำถามสำคัญที่คุณต้องตอบให้ได้ คือ

1. แผนเกษียณของคุณเป็นอย่างไร

รู้หรือยังว่าต้องเตรียมเงินไว้ประมาณเท่าไหร่ และมีการจัดสรรเงินลงทุนไว้ยังไงบ้าง ปัจจุบันคุณมีเงินลงทุนเพื่อการเกษียณไว้บ้างหรือยัง (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม กบข. ฯลฯ) และจะต้องลงทุนเพ่ิมอีกสักเท่าไหร่เพื่อให้ถึงเป้าหมาย ฯลฯ

2. นโยบายการลงทุนของกองทุนที่คุณซื้อ คือ อะไร

พูดง่ายๆ คือ รู้หรือเปล่าว่า ผู้จัดการกองทุนเขาจะเอาเงินเราไปทำอะไร ซื้อทรัพย์สินประเภทไหนอย่างไร ตรงกับจริตและเป้าหมายการลงทุนของคุณหรือเปล่า และคุณรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนไหวหรือไม่?

อย่างกรณีของ LTF เขาเอาเงินเราไปลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% (หุ้นเต็มกองเลย) คำถาม คือ หุ้นเป็นทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูง คุณเข้าใจธรรมชาติของมันแค่ไหน รับได้ไหมถ้าหุ้นมันตกลงแบบน่าเกลียด

บางคนรู้แต่ว่าเสียภาษีสูงสุด 20% แล้วเคยรู้หรือเปล่าว่า หุ้นมันเคยตกกันเป็น 100% ก็มี รับได้หรือเปล่า ถ้ารับได้ ไม่ตกใจ ก็ไม่ว่ากัน

บางคนบอกหุ้นตกก็ไม่เป็นไร เราถือยาว แค่ 5 ปีปฏิทินมันไม่ได้ยาวมากนักนะครับ ถ้าจะลงทุน LTF จริงๆ อยากให้ถามตัวเองดีกว่าว่า เงินก้อนดังกล่าวลงทุนได้นานเป็น 10 ปีเลยหรือเปล่า

หรืออย่าง RMF ที่ลงทุนทองคำ คุณหรือหรือเปล่าว่าทองคำมีทิศทางโดยรวมเป็นอย่างไร ถ้าถือกองทุน RMF ทองคำไปนานๆ จะเกิดอะไรขึ้น มีความเสี่ยงแค่ไหน อย่างไร

ถึงตรงนี้บางคนอาจจะบอกว่า “ทำไมต้องคิดมาก ในเมื่อฉันเสียค่าธรรมเนียมให้มืออาชีพ (ผู้จัดการกองทุน)​ บริหารเงินให้แล้ว”

ถ้าคิดอย่างนั้นก็ต้องเรียนท่านผู้มีอุปการะคุณให้ทราบนะครับว่า ผู้จัดการกองทุนเขาก็บริหารกองทุนตามนโยบายที่ประกาศไว้นั่นแหละครับ เพียงแต่บางจังหวะ บางสถานการณ์ ผลตอบแทนการลงทุน ก็อาจมีความผันผวน หรือคลาดเคลื่อนไปจากที่คาดการณ์ได้ (ลองย้อนกลับไปดูผลกระทบในปี 2008 อีกครั้ง เพื่อดื่มด่ำและซึมซับความเข้าใจในประเด็นนี้)

ที่สำคัญ หากเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้น คุณเองนั่นแหละเป็นผู้รับผลกระทบ 100% ไม่ใช่ผู้จัดการกองทุน ไม่เชื่อลองฟังโฆษณาแนะนำการลงทุน โดยเฉพาะช่วงที่พูดเร็วๆและรัวๆ อีกสักครั้ง)

ดังนั้น คงเป็นการดีกว่า ถ้าจะยอมเสียเวลาศึกษาข้อมูลของกองทุนโดยละเอียด โดยเฉพาะ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขการซื้อขาย และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แล้วค่อยตัดสินใจเลือกลงทุน

3. เงื่อนไขทางภาษีเป็นอย่างไร

อยากลงทุนได้กำไรด้วย อยากได้สิทธิประโยชน์ด้วย ก็ต้องดูเรื่องสิทธิประโยชน์ให้ชัดเจน

มาที่ LTF ก่อน เพราะเงื่อนไขง่ายกว่า งงน้อยกว่า การซื้อ LTF นั้น ซื้อลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ และไม่เกิน 500,000 บาท

ตัวอย่าง เงินรายได้ทั้งปี (ที่สรรพากรรับรู้นะท่านนะ) 500,000 บาท ซื้อ LTF ได้สูงสุด 75,000 บาท

แต่ถ้ารายได้ทั้งปี 4,000,000 บาท จะซื้อ LTF ได้สูงสุด 500,000 บาท (15% ของ 4 ล้าน เท่ากับ 600,000 แต่เงื่อนไขสูงสุดให้ซื้อได้แค่ 500,000 บาท)

ทีนี้กรณี RMF ซึ่งดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่า

เงินลงทุนสูงสุดตามเงื่อนไขกรมสรรพากรของ RMF นั้นระบุว่า ซื้อลงทุนได้สูงสุด 15% ของรายได้ แต่เมื่อรวมกับเงินที่ลงทุนใน (1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (2) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) (3) กองทุน สงเคราะห์ ตามกฎหมายว่าด้วย โรงเรียนเอกชนแล้ว รวมทั้งส้ินต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ตัวอย่าง เงินรายได้ทั้งปี 1,000,000 บาท หักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งปี 100,000 บาท จะซื้อกองทุน RMF ได้ 150,000 บาทเต็มจำนวน (เพราะเมื่อเอาเงินที่ซื้อ RMF (15%ของรายได้) รวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วยังไม่เกิน 500,000 บาท)

แต่ถ้ารายได้ 3,000,000 บาท สะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งปีเป็นเงิน 100,000 บาท จะซื้อ RMF เต็มที่ 15% หรือ 450,000 บาทไม่ได้ เพราะเมื่อรวม 2 กองทุน จะเกิน 500,000 บาท (กรณีนี้ซื้อ RMF เพิ่มได้ 400,000 บาทครับ)

ทั้งหมดข้างต้น คือ เงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษีตอนลงทุนหรือตอนเข้าซื้อ ซึ่งเกิดมากในช่วงฝุ่นตลบประจำปี (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ทีนี้ถ้าตอนซื้อไม่อ่านให้ละเอียด ตอนถือไว้กับตอนขายก็จะต้องเหนื่อยตามไปด้วย

กรณี LTF ซื้อปีนี้ ปีหน้าไม่ซื้อไม่ว่ากัน แต่ที่ซื้อไปแล้วต้องถือไว้ 5 ปีปฏิทิน (ซื้อในวันใดของปี นับ 1 ปี) ถ้าเกิดขายก่อนครบ 5 ปีปฏิทิน ต้องคืนภาษี (ที่ได้ไปตอนซื้อ) บวกค่าปรับเล็กๆ 1.5% ต่อเดือน แถมกำไรที่ได้จากการขายต้องนำมาคิดภาษีด้วย

ว่า LTF ระทมแล้ว RMF ระกำกว่าครับ เพราะถ้าเข้าลงทุน RMF ในปีแรกไปแล้ว จะต้องลงทุนต่อเนื่องไปจนอายุ 55 ปี เรียกได้ว่าจองล้างจองผลาญกันไม่จบ 555 ต้องลงทุนไปทุกปีปีละ 3% ของรายได้หรือ 5,000 บาท แล้วแต่อะไรจะตำ่กว่า มิฉะนั้น ก็ต้องชำระคืนภาษี และเงินกำไรจากการลงทุนก็ต้องนำไปคิดรวมภาษีด้วย และถ้าชำระคืนภาษีช้า โดนค่าปรับอีกนะครับท่าน

วันนี้พื้นที่หมดแล้ว สัปดาห์หน้าเรามาดูประกันชีวิตกันครับ

SHARE
Previous articleUPDATE!!!: ข้อมูลการสัมมนา MONEY FITNESS รุ่น 7
Next articleวางแผนการเงิน-แผนชีวิต ต้อนรับ 2013
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

2 COMMENTS

  1. ถ้ามีรายได้จาก40(1)และ(6) เงินได้พึงประเมินที่จะเอามาคิดltfคือรวมกันทั้งหมด หรือแค่40(1)คะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here