ซีรีย์ภาษี ตอนที่ 1: ภาษีพนักงานประจำ

2
1797

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากรายการทีวีเคเบิ้ลช่องหนึ่ง ให้ไปพูดคุยเรื่องภาษีเป็นซีรีย์ยาว 4 ตอนจบ เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงถือโอกาสหยิบยกเนื้อหาสั้นๆ ง่ายๆ มาแบ่งปันกันครับ

ในตอนที่ 1 นี้ ผมอยากจะพูดถึงพี่น้องที่ทำงานประจำกินเงินเดือนกันก่อน ว่าเขามีวิธีคิดภาษีเงินได้กันอย่างไร

คำศัพท์พื้นฐานทางภาษี 4 คำ ที่บุคคลธรรมดา (ไม่พิเศษ) อย่างเรา ต้องรู้จักกันก็คือ

1. เงินได้   พูดให้ง่ายก็คือ รายได้นั่นแหละ แต่รายได้ที่ว่านี้นับรวมหมดเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน ค่าล่วงเวลา​(OT) คอมมิชชั่น โบนัส เรียกว่าอะไรที่ลงรายการในสลิปเงินเดือน สรรพากรท่านเรียกว่าเงินได้ของเราหมดเลย

2. ค่าใช้จ่าย ก็คือ รายจ่ายที่สรรพากรอนุญาตให้เราหักเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของเราได้ ที่ตลกนิดนึงก็คือ สรรพากรท่านไม่ได้ให้เราหักค่าใช้จ่ายได้ตามเงินจริงที่ไหลออกจากกระเป๋า ท่านให้เราคิดแบบเหมาจ่าย คือ 40 เปอร์เซ็นต์ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 60,000 บาท

กรุณาขีดเส้นใต้คำว่า ไม่เกิน 60,000 บาท

ความหมายของข้อความข้างต้น ก็คือ ไม่ว่าท่านจะมีรายได้มากแค่ไหน ก็หักได้แค่ 60,000 บาท หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สรรพากรมองว่าท่านมีรายจ่ายต่อเดือนได้สูงสุด 5,000 บาท (555)

3. ค่าลดหย่อน ก็คือ รายจ่ายที่สรรพากรอนุญาตให้หักได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในข้อ 2.

ทั้งนี้ค่าลดหย่อนที่หักได้แน่นอนสำหรับคนทำงานผู้มีรายได้ทุกคนก็คือ 30,000 บาท เรียกว่า ค่าลดหย่อนส่วนตัว

ที่เหลือก็ขึ้นกับว่า เรามีสิทธิลดหย่อนอื่นๆ ตามที่สรรพากรกำหนดไว้หรือไม่ อาทิ ค่าลดหย่อนคู่สามี-ภรรยา (30,000) ค่าลดหย่อนบุตร (15,000) ถ้าบุตรกำลังศึกษาอยู่ เพ่ิมได้อีก 2,000 บาท ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดา (30,000 บาท/ท่าน) เงินสะสมกองทุนประกันสังคม (ตามจริง สูงสุด 9,000 บาท) เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ค่าเบี้ยประกันชีวิต กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป (ไม่เกิน 100,000) ค่าใช้จ่ายที่เป็นดอกเบี้ยผ่อนชำระค่าที่อยู่อาศัย (ไม่เกิน 100,000) เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

สำหรับค่าลดหย่อนนี้ มีเพิ่ม ลด เปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนจำนวนเงินลดหย่อนและกติกาได้ตลอด เราในฐานะประชาชนจึงมีหน้าที่ต้องติดตามข้อมูล เพื่อจะได้ใช้สิทธิประโยชน์ได้ถูกต้อง (ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.rd.go.th

4. เงินได้สุทธิ ก็คือ เงินได้ที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนแล้ว

เขียนเป็นสมการได้ว่า     เงินได้สุทธิ  =  เงินได้  –  ค่าใช้จ่าย  –  ค่าลดหย่อน

สำหรับพนักงานประจำผู้มีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว ท่านจะถูกคิดภาษีด้วยวิธีการที่เรียกว่า “วิธีเงินได้สุทธิ” 

นั่นก็คือ การนำเงินได้สุทธิ มาคิดภาษีในอัตรา 0 – 37 เปอร์เซ็นต์ ตามขั้นภาษี โดย

150,000 บาทแรก                                ไม่ต้องเสียภาษี

150,001 – 500,000 บาท                   เสียภาษี 10 เปอร์เซ็นต์

500,001 – 1,000,000 บาท               เสียภาษี 20 เปอร์เซ็นต์

1,000,001 – 4,000,000 บาท           เสียภาษี 30 เปอร์เซ็นต์

และตั้งแต่ 4,000,001 ขึ้นไป               เสียภาษี 37 เปอร์เซ็นต์

ด้วยเกณฑ์การหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และอัตราภาษีในปัจจุบัน ทำให้พนักงานที่มีรายได้ (รวมทุกอย่าง) ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน (และไม่มีโบนัส) ยังไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด

เราลองมาดูตัวอย่างกันครับ นาย A มีรายได้จากเงินเดือน 20,000 บาท สิ้นปีได้โบนัส 3 เดือน ตลอดทั้งปี เขาสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 9,000 บาท สะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท 12,000 บาท ถามว่า นาย A ต้องเสียภาษีเท่าไหร่

วิธีคิด       เงินได้ของนาย A                    300,000 บาท (รายได้ 12 เดือนบวกโบนัส 3 เดือน)

หักค่าใช้จ่าย                              60,000 บาท (40% x 300,000 = 120,000 เกินที่หักได้)

หักค่าลดหย่อนส่วนตัว              30,000 บาท

หักเงินประกันสังคม                      9,000 บาท

หักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ          12,000 บาท

เหลือ เงินได้สุทธิ                       189,000 บาท

ในข้ันตอนการคิดอัตราภาษี จะคำนวณโดยแบ่งเงินได้สุทธิ 189,000 บาท ออกเป็น 2 ส่วน คือ 150,000 บาทแรก กับส่วนที่เหลืออีก 39,000 บาท (189,000 – 150,000)

150,000 บาทแรก       ไม่ต้องเสียภาษี (ลองดูอัตราข้างบนอีกครั้ง)

39,000 บาท (ส่วนที่เกิน 150,000 แต่ไม่เกิน 500,000)     เสียภาษี 10 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น นาย A ต้องเสียภาษีทั้งสิ้น 3,900 บาท (10% x 39,000) ทั้งนี้ หากนาย A ถูกหักภาษีไว้ระหว่างปีแล้ว ก็ให้ไปดูว่าต้องจ่ายเพิ่ม หรือได้คืน ก็ให้ดำเนินการยื่นแบบกับทางกรมสรรพากรต่อไป

คำถามมีอยู่ว่า แล้วถ้านาย A เกิดมีรายได้เสริมอื่นๆ เช่น เปิดร้านขายของเพิ่มเติมในวันหยุดหละ ต้องเสียภาษีอย่างไร

อันนี้ต้องเอาไว้ตอนหน้าครับ

 

SHARE
Previous articleงบการเงินที่ไม่เคยทำได้จริง
Next articleซีรีย์ภาษีตอนที่ 2: อาชีพอิสระ
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

2 COMMENTS

  1. ด้านบนมีพิมพ์ผิดครับ ดังนี้

    “เราลองมาดูตัวอย่างกันครับ นาย A มีรายได้จากเงินเดือน 20,000 บาท สิ้นปีได้โบนัส 3 เดือน ตลอดทั้งปี เขาสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 9,000 บาท สะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท 12,000 บาท ถามว่า นาย A ต้องเสียภาษีเท่าไหร่”

    ^
    ^
    เขาสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 9,000 บาท <— อันนี้น่าจะเป็นกองทุนประกันสังคมนะครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here