ฉุกเฉินของจริงแล้ว เงินสำรองมีกันไหม?

1
1086

สถานการณ์น้ำท่วมบ้านเราปีนี้ต้องถือว่าร้ายแรงกว่าทุกปีนะครับ ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี่ก็แว่วๆว่า กรุงเทพฯเองก็อาจจะไม่รอดด้วย แถมอีกสี่เดือนข้างหน้ายังมีพายุรอคิวเข้ามาเยือนประเทศของเราอีกหลายลูก ซึ่งตามปกติแล้วประเทศไทยของเราจะมีพายุเข้า 3-4 ลูกตลอดทั้งปี แต่นี่ยังไม่ทันสิ้นปีก็ 5 ลูกเข้าไปแล้ว

น้ำท่วมแต่ละครั้งนำความเสียหายมายังชีวิตและทรัพย์สินไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งในปีนี้น้ำท่วมหนัก ส่งผลกระทบถึงแหล่งงานของใครหลายๆคน ดังจะเห็นได้จากนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งจมน้ำ และออกมาประกาศหยุดดำเนินการร่วม 3 เดือนกันเลยทีเดียว

ในส่วนของผู้ประกอบการอาจได้รับความช่วยเหลือเยียวยาในด้านการชดเชย และยกเว้นภาษี รวมถึงค่าใช้จ่ายบางรายการ (อาทิ ดอกเบี้ย) แต่สำหรับลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้างรายวันที่มีอยู่เกินกว่าครึ่งของแรงงานทั้งหมดนั้น การหยุดงาน หมายถึง การขาดรายได้สำหรับใช้จ่ายในการดำรงชีวิตแต่ละวันเลยทีเดียว

คำถามมีอยู่ว่า คนส่วนใหญ่มีเงินสำรองเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินกันบ้างหรือเปล่า?

ในการวางแผนทางการเงินของคนเรานั้น เรื่องหนึ่งที่จะละเลยไปเสียไม่ได้เลยก็คือ การวางแผนสำรองเงินไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับเราทุกคนได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบที่พอจะนึกออกได้ อาทิ ตกงาน ถูกเบี้ยวค่าแรง เกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยถึงขั้นทำงานไม่ได้ ไปจนถึงเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดฝันและส่งผลกระทบกับรายได้ของเรา อย่างเช่น การประท้วง เหตุจราจลความรุนแรง หรือแม้กระทั่งภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ บุคคลที่บริหารสภาพคล่องตัวเองได้เป็นอย่างดีแล้ว จึงควรเริ่มมองไปที่เป้าหมายลำดับถัดมา นั่นคือ สำรองเงินไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน

ซึ่งโดยปกติแล้ว คนเราควรมีเงินสำรองเผื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน เท่ากับ รายจ่าย 6 เดือน

ลองคำนวณดูง่ายๆ เพียงแค่รวบรวมรายจ่ายในงบรายรับ-รายจ่ายของตัวเอง ทั้งส่วนที่เป็นรายจ่ายคงที่ (ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ค่าน้ำ-ไฟ ค่าสาธารูณปโภค ค่าผ่อนชำระเงินกู้ ฯลฯ) และรายจ่ายผันแปร (อาทิ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ฯลฯ) เอามารวมกัน จากนั้นก็คูณด้วย 6 ก็จะได้ปริมาณเงินสำรองเผื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น นายเอมีค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน 20,000 บาท อย่างนี้นายเอก็ควรมีเงินสำรองไว้เท่ากับ 20,000 x 6 เท่ากับ 120,000 บาท เป็นต้น โดยเงินจำนวน 120,000 บาทนี้ จะต้องค่อยๆ ทยอยเก็บให้ได้เสียก่อนที่จะมีเป้าหมายทางการเงินอื่นๆ และเมื่อเก็บได้แล้ว ก็ห้ามนำไปใช้เพื่อการอื่นๆ อาทิ เอาไปลงทุน หรือดาวน์รถยนต์ แต่ให้นำมาใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

วิธีสะสมเงินสำรองก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแค่หักเงินเก็บ 10% ในแต่ละเดือน ฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ประจำ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) อะไรก็ได้แล้วแต่ชอบจนครบตามเป้าหมาย เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า เงินสำรองดังกล่าวต้องสะสมไว้ในที่ที่มีสภาพคล่องสูง และผลตอบแทนพอชดเชยเงินเฟ้อได้ ดังนั้น การนำเงินสำรองไปเก็บไว้ในหุ้น หรือทองคำ จึงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างย่ิง

ทั้งนี้หากเรามีรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากรายได้ประจำ อาทิ ค่าคอมมิชชัน โบนัส ดอกเบี้ย เงินปันผล ฯลฯ ก็อาจนำมาแบ่งสะสมให้เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินของเราถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ก็ย่ิงเป็นการดี

ถึงตรงนี้ใครหลายคนอาจบ่นว่า กว่าจะเก็บเงินได้ 120,000 บาท อย่างกรณีนายเอ หากรายได้ 30,000 เก็บเดือนละ 3,000 กว่าจะครบเป้าหมาย ก็ต้องใช้เวลานานถึง 40 เดือน (120,000/3,000) โอกาสการลงทุนดีๆ ก็คงวิ่งผ่านไปเสียหมด อันนี้ก็คงต้องบอกตามตรงเลยว่า เงินแค่ 120,000 บาทนำไปลงทุนอะไรก็คงยังไม่ได้เป็นมรรคเป็นผลเท่าใดนักหรอก แต่หากมองในทางตรงกันข้าม แค่เงิน 6 เท่าของรายจ่ายยังออมไม่ได้ เรื่องมั่งคั่งก็คงยังอีกไกลครับ

สำหรับคนที่มีคู่แล้ว และมีรายได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย หรือคนที่มีรายได้ประจำจากหลายแหล่ง ก็อาจสำรองเงินไว้แค่ 3 เดือนของค่าใช้จ่ายได้ เพราะถือว่าหากรายได้หายไปจากงานบางงาน หรือจากใครคนใดคนหนึ่ง ก็ยังอาจพอช่วยประคับประคองสถานะการเงินโดยรวมให้ผ่านไปได้

ส่วนคนที่ยังมีภาระทางการเงินอยู่ อาทิ มีหนี้สินจำนวนมาก กรณีนี้แนะนำให้แก้ไขปัญหาหนี้ให้ผ่านไปก่อนครับ หรือหากอยากที่จะเริ่มต้นจริงๆ (สู้กับอดีตและวางแผนอนาคตไปด้วย) ก็อาจเร่ิมต้้นง่ายๆแบบที่พอไหว สัก 2-3% ก็ถือเป็นความตั้งใจที่ดีครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นสำคัญของการวางแผนสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ก็คือ การปรับเพ่ิมลดวงเงินสำรอง ตามสภาวะรายจ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิเช่น ใครวางแผนจะซื้อบ้านหลังแรก ก็อาจต้องมองเรื่องการเพ่ิมเงินผ่อนชำระค่าบ้านให้กับเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินด้วย หรือหากเราตัดค่าใช้จ่ายเคลียร์หนี้บัตรเครดิตไปได้ ก็สมควรที่จะต้องปรับลดเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เพื่อนำเงินไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแทน

สรุปทบทวนการวางแผนเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน

  1. ตรวจสอบรายจ่ายต่อเดือน
  2. กำหนดเป้าหมายเงินสำรองที่เหมาะสม โดยพิจารณาแหล่งรายได้ สถานะครอบครัว และแผนการใช้จ่ายในอนาคต
  3. วางแผนสะสมเงิน โดยอาจกำหนดให้ตัดเงินจากบัญชีรายได้อัตโนมัติ 10% ไปสะสมไว้ในบัญชีใหม่ ซึ่งอาจเป็นบัญชีออมทรัพย์ ประจำ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน อย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามเห็นสมควร (ปรึกษาธนาคารเจ้าของบัญชีเงินฝากได้โดยตรง)
  4. เก็บสะสมจนถึงเป้าหมายเงินสำรองที่ต้องการ
  5. ห้ามนำเงินจากบัญชีดังกล่าวออกมาใช้โดยเด็ดขาด เว้นแต่จะเกิดเหตุฉุกเฉินอันทำให้เสียรายได้ไป หากมีการนำไปใช้ ต้องกลับมาเริ่มต้นออมใหม่

เรื่องของเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินนั้น เป็นแผนการเงินพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่มองข้าม โดยมักให้ความสำคัญกับการลงทุนมากกว่า ทั้งที่เป็นแผนการเงินที่คนทั่วไปควรจะต้องมี กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อเกิดเหตุ เกิดปัญหา ไม่มีรายได้เพียงพอใช้จ่ายต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เมื่อนั่นถึงได้รู้ว่า เงินสำรองมีความสำคัญมากเพียงใด

สุดท้ายก็กลับไปหลักเดิม พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน

พบกันฉบับหน้ากับการวางแผนรับมือความเสี่ยงทางการเงินครับ

1 COMMENT

  1. คนที่มีเงินสำรอง พูดง่ายๆ คนที่มีเงินเหลือ ย่อมเห็นโอกาศอยู่เต็มไปหมด

    ในวิกฤตมันมีโอกาศ หลังน้ำท่วม ใครได้ประโยชน์ จับตากิจการใหม่ๆ หลังน้ำท่วมน่ะครับ
    บอกได้คำเดียวว่า “รวยสุดๆ” คนอยุธยาต้องหา โอกาศน่ะครับ
    ขายทรายถมที่
    ขายอุปกรณ์ ก่อสร้างต่างๆ
    รับเหมาต่อเติม ซ่อมแซม ทาสี
    รับทำความสะอาดโรงงาน
    เยอะ มากๆ ตอนนี้ ต้องรีบจับกลุ่ม เป็น ชุมชน เตรียมตัวรับงานต่างๆจากโรงงานน่ะครับ อย่าหมดหวัง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here