งบการเงินสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม

2
651

สำหรับบุคคลที่ทำงานประจำไปด้วย และใช้เวลาว่างสร้างธุรกิจส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นค้าขาย นายหน้า ประกัน หรือธุรกิจเครือข่าย ควบคู่กันไปกับงานประจำนั้น มักประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนึ่ง นั่นคือ การบริหารจัดการรายได้ โดยมักจะนำรายได้ที่ได้มาทั้งหมดใช้จ่ายปะปนกันไป โดยขาดการบริหารจัดการ หรือ “ระบบบัญชี” ที่ดี

หลักคิดเริ่มต้นที่นำไปสู่ปัญหา ก็คือ การคิดว่าเงินที่ได้มาทั้งหมดเป็น “เงินของเรา” เหมือนกัน (หรือกระเป๋าซ้าย-กระเป๋าขวา) เข้ามาทางไหนก็ของเรา ออกไปทางไหนก็ของเรา แล้วสุดท้ายก็เกิดปัญหาในภายหลัง ทั้งนี้เพราะหยิบเงินใช้จ่ายมั่วกันไปหมด รายได้จากธุรกิจส่วนตัว แทนที่จะนำไปจ่ายหรือหมุนเวียนในธุรกิจ ก็นำมาจับจ่ายของใช้ส่วนตัว เงินเดือนที่ได้มาแทนที่จะออมหรือใช้จ่ายส่วนตัว ก็เอามาหนุนธุรกิจในยามที่ธุรกิจขาดเงิน หรือขาดสภาพคล่อง

ซึ่งที่ถูกต้อง สำหรับท่านที่มีแหล่งรายได้มากกว่า 1 ทางนั้น ท่านควรแยกงบการเงินออกจากกัน โดยเฉพาะอย่างย่ิงเรื่องของการบริหาร “สภาพคล่อง” นั้น ต้องระวัง! อย่าให้กระทบกันโดยเด็ดขาด

โดยในส่วนของธุรกิจส่วนตัวนั้น เราควรจัดทำเป็น “งบกำไร-ขาดทุน” แยกเป็นรายธุรกิจ หรือรายกิจการไป เพื่อจะได้ทราบว่าธุรกิจของเรานั้นอยู่รอดด้วยตัวเองได้หรือไม่ หรือวันๆหนึ่งที่ยังพอดำเนินกิจการไปได้นั้น เป็นเพราะเรานำรายได้จากงานประจำมาช่วยคำ้หรือพยุงเอาไว้

ครั้งหนึ่งผมไปจัดสัมมนา Financial Literacy ให้กับบริษํัทในเครือปูนซีเมนต์ไทย ผู้เข้าสัมมนาท่านหนึ่งกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องติดลบเกินรายได้ไปมาก แถมยังมีหนี้สินส่วนบุคคลที่เร่ิมพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวิเคราะห์รายละเอียดในงบรายรับ-รายจ่าย พบว่างบรายรับ-รายจ่ายที่เธอแสดงให้ดูนั้น เป็นรายการรับ-จ่ายที่รวมรายการรับ-จ่ายของส่วนตัว ปะปนกันกับธุรกิจอู่ซ่อมรถยนต์ขนาดเล็กของเธอ

เธอเล่าให้ฟังว่า ในอดีตเธอไม่เคยเป็นหนี้เป็นสินแม้แต่บาทเดียว ชีวิตอยู่ได้ไม่มีปัญหา แต่พอเริ่มทำธุรกิจ โดยการไฟแนนซ์เงินจากบัตรกดเงินสด ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เธอมีหนี้สินมากขึ้นทุกวัน เครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ และไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับชีวิตของตัวเองต่อไป

จะว่าไปแล้วเรื่องนี้เป็นปัญหาส่วนใหญ่ของคนที่อยากมีกิจการของตัวเอง ทั้งๆ ที่มีพื้นฐานการเงินที่ไม่พร้อม หลายคนไม่มีเงินทุน และคิดเอาง่ายๆว่า ถ้ากู้ได้ก็น่าเสี่ยงน่าลอง ในกรณีของสุภาพสตรีท่านนี้นั้น บัตรกดเงินของเธอคิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 28 ซึ่งหากเธอมีความต้องการจะใช้เงินจากแหล่งนี้ (บัตรกดเงิน) เพื่อการลงทุนจริงๆ เธอต้องประมาณการรายได้จากธุรกิจของเธอเสียก่อนว่าจะมากพอที่จะครอบคลุมรายจ่ายในการผ่อนชำระคืนได้หรือไม่ (แต่ก็อีกนั่นแหละ ผู้ประกอบการรายใหม่มักมองโลกในแง่ดี และประมาณการรายได้สูงเกินจริง ซ้ำร้ายด้วยการประเมินรายจ่ายต่ำเกินจริง)

หลังจากเริ่มกิจการไปได้ไม่นานก็เกิดปัญหา รายได้จากอู่ซ่อมรถขนาดเล็กของเธอ หักต้นทุนและค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าแรงคนงาน ค่าเช่า ค่าผ่อนชำระคืนธนาคาร แล้วติดลบ เป็นเหตุให้เธอต้องกู้เงินจากบัตรกดเงินมาพยุงกิจการของเธอต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายตัวเลขการเงินเลยปนเปกันไปหมด ตัวเองเริ่มมีหนี้สินมากขึ้น จนผ่อนส่งบัตรกดเงินไม่ได้ ธุรกิจที่ทำก็แย่เพราะขาดเงินหมุนเวียน เรียกว่าทำงานได้เท่าไหร่เลี้ยงลูกจ้างกับใช้หนี้หมด

พอผมแนะนำให้เธอทำงบกำไร-ขาดทุนของธุรกิจแยกต่างหากออกมาจากงบรายรับ-รายจ่ายส่วนตัว ก็ทำให้เธอถึงบางอ้อว่า ที่เหนื่อยหนักมานาน กิจการของเธอที่ดำเนินการมาร่วมปีนั้นขาดทุนมาโดยตลอด และเข้าใจเอาว่าที่รอดมาได้จนถึงปัจจุบันนั้น เพราะเธอ “หมุนเงิน” เก่ง

การทำงบกำไร-ขาดทุนของกิจการ แยกออกจากงบการเงินส่วนตัว ทำให้เราเห็นปัญหาของกิจการเราได้เป็นอย่างดี และสามารถแก้ปัญหาได้ตรงประเด็นมากกว่า การรวมเงินไปเป็นกองเดียว แล้วคิดเอาแบบเหมารวม

ถึงตรงนี้บางท่านอาจถามว่า หากแยกงบกันแบบนี้ แล้วฉันจะเอาเงินออกจากธุรกิจของฉันได้อย่างไร?

อันนี้ก็แล้วแต่การบริหารจัดการของแต่ละบุคคล แต่โดยส่วนใหญ่มักใช้วิธีการตัดเป็น “เงินเดือน” ให้กับตัวเอง โดยอาจกันเป็นรายจ่ายของกิจการให้ชัดเจนเลยว่า รายได้ที่ได้มาจะหักเป็นเงินเดือนของตัวเองเท่าไหร่ ตรงนี้หลายคนอาจเรียกว่า ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารก็ได้

ส่วนงบรายรับ-รายจ่ายส่วนตัวนั้น ก็ให้ดำเนินการจัดทำตามโครงสร้างเดิมที่เคยแนะนำกันไปก่อนหน้านี้แล้ว นั่นคือ รายได้  = เงินออม + ค่าใช้จ่าย + เงินคงเหลือ ทีนี้หากมีรายการทางการเงินที่เชื่อมโยงกันระหว่างงบกำไร-ขาดทุน ของกิจการ กับงบรายรับ-รายจ่าย ก็แสดงการเชื่อมโยงกันให้ถูกต้อง

อาทิเช่น หากเรากู้ส่วนบุคคลเพื่อนำเงินมาช่วยธุรกิจ ก็ต้องแสดงรายการในงบทั้งสองฝั่งให้ถูกต้อง โดยเมื่อกู้เงินมาแล้ว เราก็จะต้องมีรายจ่ายต่อเดือนที่ต้องชำระคืนธนาคาร (เจ้าหนี้) เมื่อนำเงินนั้นมาปล่อยต่อให้กับกิจการของตัวเอง ก็ต้องตีกิจการเป็น “ลูกหนี้” ซึ่งจะต้องมีรายจ่ายต่อเดือนคืนให้กับเรา ส่วนทางเราก็จะมีรายได้ (เงินคืน) จากหนี้ที่กิจการยืมเราไป ดังนั้นหากมองในมุมของส่วนตัวของเรา ก็จะเสมือนเราเป็นผู้คำ้ประกันหนี้ แต่ไม่ได้เป็นผู้ชำระหนี้โดยตรงนั่นเอง

หลังจากเสร็จสิ้นการสัมมนา ผู้เข้าสัมมนาท่านดังกล่าว ตัดสินใจที่จะลองทำกิจการต่อไปอีก 4 เดือน โดยการสำรองเงินเผื่อสูญเสียไว้จำนวนหนึ่ง วิ่งหาลูกค้าเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และลดค่าใช้จ่ายด้านลูกจ้างไปบางส่วน และหากครบกำหนดแล้วกิจการยังไม่สามารถทำกำไรได้ เธอก็จำเป็นจะต้องปิดกิจการดังกล่าวไป ส่วนหนี้ส่วนบุคคลที่กู้มานั้น เธอก็วางแผนบริหารจัดการให้หมดภายใน 10 เดือน

อันที่จริงแล้วทั้งงบกำไร-ขาดทุนของกิจการ (รายได้  = ต้นทุนหรือรายจ่าย + กำไร) และงบรายรับ-รายจ่ายส่วนบุคคล (รายได้ = เงินออม + รายจ่าย + เงินคงเหลือ) นั้น มีโครงสร้างหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน และอยู่บนหลักคิดเดียวกันนั่นคือ รายได้ – รายจ่าย = เงินคงเหลือ ดังนั้นหากท่านศึกษาและเข้าใจงบการเงินตัวหนึ่ง ก็จะสามารถเข้าใจงบการเงินอีกตัวหนึ่งได้ไม่ยาก สำหรับคือการบริหารจัดการที่ต้องมีระบบระเบียบ อย่ามักง่าย เพราะเพียงแค่เริ่มต้นถูกต้อง บริหารจัดการตามกฎเกณฑ์ เพียงเท่านั้น ท่านก็สามารถป้องกันปัญหาทางการเงินได้ในระดับหนึ่งแล้ว

“หากคุณไม่จัดการเงินให้ดี เงินจะจัดการกับชีวิตคุณ”

SHARE
Previous articleชีวิตเรียบง่าย สังคมเป็นสุข
Next articleนัดหมายโครงการ MONEY FITNESS
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

2 COMMENTS

  1. ขอบคุณครับ จะนำไปใช้กับงานของตัวเองครับ

  2. ขอบคุณมากครับ กำลังหาวิธีจัดการกับงบการเงินส่วนตัวและงบการาเงินของกิจการอยู่พอดีเลย ^^

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here