การสร้างแผนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

0
1914

หลังจากร่างแผนธุรกิจใน 3 ส่วนสำคัญขึ้นมาแล้ว ที่นี้ก็คงมาถึงขั้นตอนที่จะต้องมาตรวจสอบรายละเอียดและเติมเต็มให้แผนธุรกิจของเรา เป็นแผนที่จะนำไปสู่ความสำเร็็จได้จริง

สิ่งที่ว่าที่ผู้ประกอบการจะต้องทำการสำรวจ ภายหลังร่างแผนธุรกิจเบื้องต้นแล้วเสร็จ มีดังนี้

1. ทวนสอบผลลัพธ์ทางธุรกิจ กับเป้าหมายชีวิต

พูดให้ฟังดูน่ากลัวและย่ิงใหญ่ไปอย่างนั้นเอง จริงๆ แล้วขั้นตอนนี้ก็แค่ตรวจสอบอีกครั้งว่า ท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจที่คุณต้องการสร้างขึ้นมามันตอบโจทย์ของคุณหรือเปล่า เมื่อเห็นเกือบทั้งหมดของมันแล้ว คุณชอบมันหรือไม่ กำไรจากธุรกิจตอบโจทย์ความต้องการของคุณหรือเปล่า และจะเป็นอย่างไรถ้าคุณต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันไปอย่างน้อยก็อีก 5 ปี หรือไม่ก็ 10 ปี

ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่คุณต้องพิจารณาให้ดี มิฉะนั้นคุณอาจทำธุรกิจที่ได้เงิน แต่ต้องเสียคุณภาพชีวิตไป หรือทำแทบตาย แต่ได้เงินไม่พอเลี้ยงครอบครัว ดังนั้น การคิดและประเมินภาพรวมอีกครั้งก่อนลงมือทำจึงเป็นส่ิงจำเป็นอย่างยิ่ง

2. มองให้เห็นโมเดลธุรกิจ

คำว่า “โมเดลธุรกิจ” นั้น หมายถึง วิธีทำเงินของธุรกิจ เช่น ถ้าคุณเปิดเว็บขายสินค้า โมเดลธุรกิจของคุณ ก็คือ หาแหล่งสินค้าราคาถูก มาทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ และจัดส่งทางไปรษณีย์​อย่างนี้เป็นต้น หรือบริษัทที่ปรึกษาบางแห่ง อาจเร่ิมต้นโมเดลธุรกิจ จากการเปิดฝึกอบรมทั่วไป เพื่อสร้างความเชื่อถือ แล้วพัฒนาลูกค้าฝึกอบรมให้กลายเป็นลูกค้าเพื่อขอรับคำปรึกษาก็ได้

การมองเห็นโมเดลทางธุรกิจที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณสามารถมองเห็นวิธีทำเงินของตัวเอง รวมถึงโอกาสในการพัฒนาและปรับปรุงช่องทางทำเงิน มีโฟกัสที่ชัดเจน ไม่มั่ว เพิ่มโอกาสในการเติบโตของกิจการได้อีกมาก

3. ฝันใหญ่ แต่เดินทีละก้าว

ถ้าสังเกตให้ดี ในการจัดทำแผนธุรกิจ 3 ตอนที่ผ่านมา ผมยังไม่พูดถึงเรื่องของกรอบเวลา หรือ Time Frame แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อได้ภาพรวมๆของแผนแล้ว ว่าที่ผู้ประกอบการควรมาคิดหาวิธีกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน โดยประเมินจากโอกาส กำลัง ความพร้อม และกำลังเสริมที่มี

โดยอาจแบ่งการเติบโตของธุรกิจออกเป็นส่วนๆ (หรือเฟส) กำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ แผนงานและทรัพยากรที่จำเป็นในแต่ละช่วงไว้ เพื่อให้เรามีทิศทางและจังหวะในการสร้างและพัฒนาธุรกิจที่เหมาะสม อีกทั้งยังสามารถใช้แผนการดำเนินงานดังกล่าว เป็นเครื่องมือในการเฝ้าติดตามและตรวจวัดความสำเร็จของแต่ละช่วงเวลาได้อีกด้วย

4. วางแผนบริหารสภาพคล่อง

ผู้ประกอบการรายใหม่มักแยกไม่ออกระหว่าง “กำไร”​กับ “สภาพคล่อง” และคิดเอาเองว่าขอแค่มีกำไร (รายได้มากกว่ารายจ่าย) ก็น่าจะพอ ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก คิดง่ายๆ สมมติคุณต้องซื้อวัตถุดิบที่นำมาผลิตสินค้าเป็นเงินสด แต่เก็บเงินลูกค้าเป็นเงินเชื่อ ให้เครดิต 1 เดือน แค่ต้องรอเงิน 30 วัน คุณก็มีความเสี่ยงที่เงินจะขาดมือแล้ว ถ้าบริหารจัดการไม่ดี

คำว่า “สภาพคล่อง” นั้นหมายถึง เงินสดในมือที่เพียงพอสำหรับบริหารจัดการและหมุนเวียนธุรกิจ ซึ่งโดยปกติแล้ว สภาพคล่องนั้นสำคัญกว่ากำไร-ขาดทุนเสียอีก เพราะขาดทุน ธุรกิจยังไม่ตายทันที แต่ถ้าขาดเงิน ธุรกิจตายแน่ ย่ิงในช่วงเร่ิมต้นธุรกิจ ผู้ประกอบการควรใส่ใจกับเรื่องสภาพคล่อง (หรือเงินหมุนเวียน) ให้มาก

โดยปกติแล้ว ธุรกิจก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ต้องมีเงินสำรองในการดำรงชีวิต และเพื่อการบริหารสภาพคล่องที่ดี ธุรกิจควรมีเงินหมุนเวียนพอจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ 3-6 เดือนเป็นอย่างน้อย แล้วแต่ประเภทกิจการและความเสี่ยงทางการเงิน ดังนั้นช่วงแรกของธุรกิจ หากมีกำไร ผู้บริหารก็ควรอดออมเก็บเงินสำรองไว้สำหรับสภาพคล่องของธุรกิจด้วย อย่าเพิ่งนำเงินไปใช้จ่ายกับความสุขเสียจนหมด

5. วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จและความเสี่ยง

เมื่อแนวทางและขั้นตอนการดำเนินธุรกิจมีความชัดเจนแล้ว สิ่งสำคัญในลำดับถัดมาที่ว่าที่ผู้ประกอบการต้องค้นหาก็คือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factor) และปัจจัยแห่งความล้มเหลว (Key Failure Factor) หรือเรียกให้ง่ายเข้าก็ จุดโต กับจุดตาย

โดยปัจจัยแห่งความสำเร็จ หรือจุดโต ก็คือ ปัจจัยที่ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตได้ตามแผนงาน และประสบความสำเร็จในที่สุด เช่น หากต้องการเปิดธุรกิจที่ปรึกษา ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ก็อาจหมายถึง ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของทีมที่ปรึกษานั้น หรือหากเป็นธุรกิจอาหาร ปัจจัยแห่งความสำเร็จก็คงหนีไม่พ้น รสชาติอาหารที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เป็นต้น

ส่วนปัจจัยแห่งความล้มเหลว หรือจุดตาย (อันนี้ไม่ต้องอธิบาย) ก็คือ ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจไม่มีกำไร ดำเนินการไม่ได้ตามแผนงาน หรือสะดุด และอาจร้ายแรงถึงปิดกิจการได้ ซึ่งก็มีปัจจัยอยู่มากมาย ทั้งจากภายใน (เช่น กำลังการผลิต คุณภาพวัตถุดิบ การบริหารจัดการ ความต้องการเงินหมุนเวียน ฯลฯ) และจากภายนอก (เช่น คู่แข่ง การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เทคโนโลยี สภาพสังคม และเศรษฐกิจ ฯลฯ) ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องพินิจพิเคราะห์แต่ละประเด็นอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นว่าอะไรที่ทำให้ธุรกิจของเราโตขึ้น (เพื่อเสริม) และทำให้ธุรกิจของเราต้องตายไป (เพื่อปิดจุดอ่อนหรือกำจัด)

6. กำหนดแผนการออก (Exit Plan)

แผนการออก มีด้วยกัน 2 ส่วน คือ

  • แผนเอาตัวเองออก หมายถึง แผนในการทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินการไปได้ แม้ไม่มีเราอยู่ด้วย ทั้งนี้เพื่ออิสรภาพด้านเวลา รวมถึงโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งเพิ่มในกิจการอื่น คงไม่ดีนักหากธุรกิจของท่านเติบโต เงินไหลมาเทมา แต่ท่านต้องเฝ้ากิจการนั้นอยู่ตลอด เพราะไว้ใจใครไม่ได้เลย หัวใจสำคัญของแผนนี้ ก็คือ การสร้างคน กับระบบงานนั่นเอง
  • แผนการเอาเงินออก คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าถ้าธุรกิจมีกำไรแล้วเจ้าของจะรวยขึ้น ซึงนั่นอาจเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะจากการเป็นที่ปรึกษาให้หลายกิจการ ผมพบว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ไม่มีแผนเอาเงินออกจากธุรกิจ หลายคนเอาค่าใช้จ่ายส่วนตัวปนอยู่กับธุรกิจ แยกกันไม่ออก และนั่นทำให้บริหารจัดการไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องทำงานไปจนตาย หรือเข้าข่ายธุรกิจรวย แต่คนทำไม่รวย

ท้ายที่สุดเพื่อตรวจตราแผนธุรกิจโดยรวมแล้วเสร็จ ก็ได้เวลา “ลงมือทำ” (Just Do It!) เสียที จำไว้ว่าคุณไม่มีทางทำแผนธุรกิจที่สมบูรณ์ได้ (เพราะมันต้องปรับปรุงไปตลอด) และไม่มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนใดที่มีความพร้อมตอนเร่ิม เพราะไม่มีใครรู้ว่า “ความพร้อม”​ที่ว่าน้ัน คือ อะไร ดังนั้นเมื่อมองดูแล้วว่า “น่าเสี่ยง”​ (ไม่ใช่ “เสี่ยง”) ก็ลงมือทำซะ โดยใช้แผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นเป็นแผนที่นำทาง อย่ารอความสมบูรณ์พร้อม เพราะนั่นจะทำให้ท่านไม่ได้ทำอะไรเลย

“ผู้กล้าไม่ใช่คนที่ไม่กลัว แต่เป็นคนที่ตัดสินใจลงมือทำ ทั้งที่ยังกลัวอยู่ต่างหาก”

SHARE
Previous articleการบ้านของคนช่างฝัน (3)
Next articleเปลี่ยนธุรกิจที่ “ชอบ” ให้กลายเป็นธุรกิจที่ “ใช่”
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here