การบ้านของคนช่างฝัน (3)

7
793

หลังจากได้แผนการตลาด (Marketing) และแผนการดำเนินงาน (Operation) ของธุรกิจของคุณแล้ว ลำดับต่อมาก็ต้องมาคุยกันถึงเรื่องสำคัญที่สุดของธุรกิจ นั่นคือ “เงิน” ทั้งนี้เพราะท้ายที่สุดแล้ว จุดมุ่งหมายของการทำธุรกิจก็คือ “การสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้กับผู้ประกอบการ” (ไม่ใช่เพียงแค่ให้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง)

คำถามเบื้องต้นสำหรับแผนการเงินของธุรกิจ (ไม่ว่าจะสร้างใหม่หรือขยายกิจการก็ตาม) ได้แก่

  • ธุรกิจของคุณต้องใช้เงินทุนสำหรับการเริ่มต้น (หรือขยายกิจการ) เท่าไหร่?

สำหรับเงินลงทุนเร่ิมต้น หรือ Start Up Cost หมายถึง เงินจำนวนหนึ่งที่เราต้องเตรียมพร้อมไว่้สำหรับเริ่มต้นกิจการ วิธีหาว่าเราจำเป็นต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นเท่าใดนั้น ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแค่เหลือบมองไปยังแผนการตลาด และแผนการดำเนินงานที่กำหนดขึ้นก่อนหน้านี้ เราก็จะพอเห็นแล้วว่า เราต้องการเงินสำหรับเริ่มต้นหรือขยายกิจการเท่าไหร่

ในส่วนของเงินลงทุนเร่ิมต้นนี้ เราสามารถแบ่งออกได้อีกเป็นสองส่วนย่อยๆ นั่นคือ เงินลงทุนในทรัพย์สิน (Capital Expenditure) และเงินลงทุนหมุนเวียน (Working Capital)

เงินลงทุนในทรัพย์สิน ก็หมายถึง เงินที่ต้องจ่ายไปกับโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ และสิทธิต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเริ่มต้นได้ อาทิ อยากเปิดโรงเรียนสอนพิเศษ เงินลงทุนในทรัพย์สินก็อาจจะหมายถึง ค่าแฟรนไชส์ เงินมัดจำการเช่าสถานที่ ค่าก่อสร้างและตกแต่งโรงเรียน ค่าอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

แต่หากเปิดร้านค้าบนเว็บไซต์ เงินลงทุนในทรัพย์สิน ก็อาจหมายถึง ค่าจดโดเมน ค่าเช่าโฮสติ้ง ค่าจ้างจัดทำเว็บไซต์ อะไรทำนองนี้

สำหรับเงินลงทุนหมุนเวียนนั้นจะหมายถึง เงินที่ต้องเตรียมไว้ใช้หมุนเวียนกิจการ (ใช้จ่ายหมดไปในแต่ละเดือน) โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น ธุรกิจของคุณอาจมีความจำเป็นต้องเตรียมเงินไว้หมุนสักเล็กน้อย (อาจเป็น 3-6 เดือน) เพื่อให้ธุรกิจเดินไปได้ในช่วงที่ยังไม่มีกำไรเข้ามามากนัก

ตัวอย่างรายการเงินลงทุนหมุนเวียน ก็ได้แก่ ค่าเช่าสถานที่ เงินเดือนพนักงาน สินค้าคงคลังเร่ิมต้น ค่าเอกสารและวัสดุ ค่าประกัน และที่ขาดไม่ได้ก็คือ เงินสำรองธุรกิจ

เมื่อได้ตัวเลขทั้งเงินลงทุนในทรัพย์สิน และเงินลงทุนหมุนเวียนแล้ว เราก็จะได้คำตอบของคำถามแรกกันแล้วว่า “ธุรกิจของคุณต้องมีเงินเท่าไหร่? จึงจะเริ่มต้นได้”

  • จะเอาเงินที่ว่านี้มาจากไหน?

ถ้าถามคนเริ่มต้นธุรกิจส่วนใหญ่ แน่นอนว่าคำตอบของคำถามนี้ ต้องหนีไม่พ้นเงินเก็บหรือเงินออมเป็นแน่ แต่ในมุมมองของผมแล้ว อยากให้ว่าที่เจ้าของกิจการคิดในมุมมองใหม่ นั่นคือ การเริ่มต้นธุรกิจอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินตัวเองก็ได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ หัดใช้เงินของคนอื่น (Other People ‘s Money, OPM) บ้างก็น่าจะดี

ทั้งนี้เพราะการรอให้ตัวเองเก็บเงินได้ แล้วค่อยเร่ิม อาจทำให้เราเสียโอกาสทางธุรกิจไป มัวแต่คิด มัวแต่เล็ง สุดท้ายคนอื่นตัดหน้าทำไปหมด นอกจากเสียโอกาสแล้ว ในมุมมองผม การใช้เงินตัวเองทั้งหมดยังเป็นการแบกความเสี่ยงไว้เพียงลำพังอีกด้วย

จะว่าไปแล้วการใช้เงินของคนอื่นก็มีอยู่มากมายหลายวิธี ทั้งกู้ยืมสถาบันการเงิน หยิบยืมเพื่อนหรือคนในครอบครัว ร่วมลงทุนในรูปของหุ้นส่วน (ระยะสั้นและระยะยาว) การขอรับสิทธิประโยชน์ทางการเงินจากภาครัฐ​ หรือถ้ามีลิขสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ก็สัมปทานให้คนอื่นทำ เป็นต้น

หรือบางทีไม่ต้องเอาเงินคนอื่นมาก็ได้ การใช้ทรัพยากรหรือทรัพย์สินของคนอ่ืน (Other People’s Resource, OPR) ก็เป็นการลดภาระทางด้านเงินลงทุนไปได้ด้วยเช่นกัน เช่น แทนที่จะลงทุนซื้อตึกเพื่อเปิดกิจการ ก็อาจใช้วิธีเช่า หรือถ้าต้องลงทุนในอุปกรณ์ใหญ่ๆ อาทิ เปิดสตูดิโอเองเพื่อรับจ้างทำสื่อ ก็อาจเช่าเขาเป็นครั้งคราว อย่างนี้ก็จะได้ไม่สิ้นเปลืองเงินลงทุนจนเกินไป (มองอีกนัยหนึ่งมันคือ เปลี่ยนเงินที่ต้องลงทุนในทรัพย์สิน ไปอยู่ในรูปเงินหมุนเวียนธุรกิจนั่นเอง)

ทั้งนี้ การใช้เงินลงทุนของคนอื่น ก็อาจมีต้นทุนอยู่บ้าง แตกต่างกันไปตามประเภทของแหล่งเงิน ดังนั้นว่าที่เจ้าของกิจการจะต้องจัดสรรเองว่า จะใช้เงินตัวเองเท่าไหร่? ใช้เงินคนอื่นเท่าไหร่? และจากแหล่งใดบ้าง? เช่น อาจใช้เงินตัวเอง 25% เงินเพื่อน (หุ้นส่วน) 25% และกู้ยืมธนาคารอีก 50% เป็นต้น หัวใจสำคัญคือเพื่อให้ได้ต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) ที่ต่ำที่สุด ที่ยังทำให้กิจการเริ่มต้นและดำเนินไปได้

  • ธุรกิจที่สร้างขึ้นมาจะอยู่รอดได้หรือไม่?

เมื่อรู้แล้วว่าต้องเริ่่มอย่างไร? เอาเงินมาจากไหน? สุดท้ายก็ต้องมาดูว่า ทำไปแล้วจะรอดหรือไม่? หรือทำไปแล้วคุ้มเหนื่อยหรือไม่ด้วย? โดยเครื่องมือที่เราจะใช้ทำนายอนาคตทางการเงินของกิจการ ก็หนีไม่พ้น “ประมาณการงบกำไร-ขาดทุน” 

ที่จริงแล้วมันก็คือ งบกำไร-ขาดทุน (Income Statement) นั่นแหละ แต่ที่เรียกว่า “ประมาณการ”​ ก็เพราะธุรกิจของเรายังไม่เริ่ม ดังนั้นจึงต้องคาดการณ์เอาก่อน เรื่องที่ต้องการคาดก็มีแค่สองส่วนนั่นคือ “รายรับ” และ “รายจ่าย” ของกิจการในแต่ละเดือนนั่นเอง

โครงสร้างของงบกำไร-ขาดทุน แสดงได้ง่ายๆ ดังนี้

ยอดขาย (Revenue)

(หัก)​ ต้นทุนสินค้าขาย (Cost of Goods Sole)

กำไรขั้นต้น (Gross Profit)

(หัก) ต้นทุนดำเนินการ

  • เงินเดือน และค่าจ้าง
  • ค่าเช่าสถานที่และอุปกรณ์
  • ค่าบำรุงรักษา
  • ค่าสาธารณูปโภค
  • ค่าการตลาดและโฆษณา
  • ค่าวัสดุอุปกรณ์
  • ค่าเดินทาง
  • ค่าเสื่อมราคา
  • ฯลฯ

(หัก) เงินผ่อนชำระกู้ยืม

กำไรสุทธิิ (Net Income)

แน่นอนว่า ธุรกิจไหนๆ ก็อยากให้ตัวเลขในบรรทัดสุดท้าย (Bottom Line) มากๆ หรือสูง เพราะนั่นหมายถึงความมั่งคั่งของเจ้าของกิจการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าตัวเลขทั้งหมดในงบกำไร-ขาดทุน เป็นตัวเลขประมาณการ นั่นคือ ยังไม่ใช่ของจริง แค่คาดว่าจะเป็นเท่านั้น

ทั้งนี้ปัญหาสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ล้มไม่เป็นท่า ก็เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดการณ์งบกำไร-ขาดทุน ผิดไปจากความเป็นจริง ดังนั้น ว่าที่ผู้ประกอบการจึงต้องระมัดระวังกับการประมาณการดังกล่าวให้มาก โดยปัจจัยสำคัญที่จะให้ธุรกิจของคุณล้ม ก็มีเพียงสองอย่าง นั่นคือ “ประมาณการรายได้สูงเกินจริง” และ “ประมาณการรายจ่ายต่ำกว่าความเป็นจริง”​ ก็เท่านั้นเอง

ถึงตรงนี้ร่างแผนธุรกิจของคุณก็แล้วเสร็จเสียที แต่ก็ใช่ว่าคุณจะเริ่มต้นธุรกิจในฝันได้ทันที ทั้งนี้เพราะแผนธุรกิจที่คุณสร้างขึ้น อาจยังมีประเด็นที่ต้องปรับปรุงอยู่อีกบ้าง แต่จะเป็นประเด็นอะไรนั้น ติดตามต่อตอนหน้าครับ

SHARE
Previous articleการบ้านของคนช่างฝัน (2)
Next articleการสร้างแผนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่เด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝัน พร้อมของขวัญวันรับปริญญาเป็นหนี้หลักสิบล้านจากครอบครัว ลงมือแก้ปัญหาทางการเงินแบบโง่ๆ … ไม่เรียนรู้ ไม่ถามใคร เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง

7 COMMENTS

  1. ผมลูกศิษย์ อ. ใน money fitness
    ผมเจอปัญหาการประมาณการยอดขาย ว่ามันจะคุ้มค่ากับที่ลงทุนหรือไม่
    ก่อนที่จะเปิดร้านกาแฟใหญ่ ทำให้ช่วงนี้ผมเครียดมากเลยครับอาจารย์

  2. ขอบคุณสำหรับความรู้นะคะ
    กำลังจะทำคัพเค้กขายส่งค่ะ
    แต่จบวิศวะมาไม่มีความรู้ทางการตลาดเลย
    ได้แนวทางที่ดีมากค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here